U-Knowledge

สรุปการประชุมแผนป้องกันอุทกภัยในเขตภาคกลาง

โดย:

ผศ.ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นำเสนอความเห็นที่มีต่อสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง กล่าวโดยสรุปได้ว่า ฝนที่เกิดในประเทศไทยคือฝนที่มาจากร่องมรสุมและฝนจากพายุ สำหรับมรสุมปี พ.ศ. 2554 ไม่ได้แตกต่างจากปกติ แต่เนื่องจากมีพายุเข้ามาค่อนข้างบ่อย (5 ลูก) และนำฝนเข้ามาตกและเกิดการสะสมปริมาณน้ำฝนขึ้น ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมในปีนี้คือเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ 5 ตัว ได้แก่ 1. ประตูระบายน้ำ 2. คันกั้นน้ำ 3. คูคลอง 4. สถานีสูบน้ำ 5. แก้มลิง ขาดการบำรุงรักษาที่เหมาะสม ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ทำให้การแก้ปัญหาที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

สรุปความเห็นเกี่ยวกับอุทกภัยปี พ.ศ. 2554

โดย:

ความเห็นเกี่ยวกับอุทกภัยปี พ.ศ. 2554 นั้นสาเหตุมาจากความไม่สามารถบังคับใช้พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 อันเนื่องมาจากการออกพระราชบัญญัติที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ของสภานิติบัญญัติในสมัยนั้น และผู้คนในวงการราชการ การเมือง การบริหารจัดการ รวมไปถึงระบบราชการล้วนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ จนมาถึงปัจจุบันรัฐบาลทุกสมัยก็ไม่ได้มีการเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรรับผิดชอบในการบริหารทรัพยากรน้ำนั้นการรองรับทางกฎหมายยังต่ำกว่าองค์กรประเภทเดียวกัน แม้จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ แต่ก็ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะทำให้นโยบายน้ำแห่งชาติชัดเจน

การเยียวยาชดเชยและฟื้นฟูภัยพิบัติสำหรับชุมชนเกษตรกรรม: มุมมองเบื้องต้นทางเศรษฐศาสตร์

โดย: เดชรัต สุขกำเนิด

มหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 เป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่วิถีชีวิตและอาชีพของชุมชนเกษตรกรรมในบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ราบลุ่มภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงชุมชนเกษตรกรรมในพื้นที่ปริมณฑลของกรุงเททพมหานคร ความรุนแรงและยาวนานของอุทกภัยและความแผ่กว้างของพื้นที่ประสบภัยมิได้ทำลายเฉพาะพืชผลที่รอการเก็บเกี่ยวเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตทางการเกษตร และยังคุกคามต่อแหล่งพันธุกรรมสำคัญของพืขพันธุ์ที่มีคุณค่า เช่น ทุเรียนนนท์หรือส้มโอนครชัยศรี เป็นต้น ประกอบกับการขยายตัวของพื้นที่เมืองและพื้นที่อุตสาหกรรมซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ทศวรรษก่อนหน้านี้ และน่าจะดำเนินต่อไปภายหลังน้ำลด ชุมชนเกษตรกรรมจำนวนมากจึงหวั่นเกรงกันว่ามหาอุทกภัยจะเป็นตัวโหมกระพือความล่มสลายของชุมชนเกษตรกรรมในพื้นที่ประสบภัยจำนวนมาก

ร่างพระราชบัญญัติน้ำ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง

โดย: มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

ในขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.น้ำกำลังเข้า สนช. รัฐบาลคงหวังจะให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงชิ้นหนึ่ง ผู้เขียนซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้เรื่องน้ำ ก็อดจะแสดงความเห็นเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งไม่ได้ หมวดที่สำคัญคือหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิในน้ำ มาตรา 8 ในร่าง พ.ร.บ.นี้กำหนดให้น้ำเป็นของส่วนรวม บุคคลมีสิทธินำมาใช้ได้ตามที่จำเป็นและสมควร แต่ไม่ระบุว่าสมควรหมายความว่าอย่างไร จึงต้องตามไปดูที่มาตรา 45 ซึ่งว่าด้วยเรื่องการจัดสรรน้ำ

ประชาชนอีสานเตรียมดันโมเดลการจัดการน้ำ ‘รัฐบาลปูแดง’

โดย: ฐากูร สรวงศ์สิริ

คนลุ่มน้ำอีสานร่วมกับนักพัฒนาเอกชนและนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ เปิดเวทีวิพากษ์โมเดลจัดการน้ำขนาดใหญ่ของรัฐบาล คิดแบบแยกส่วนซอยย่อยละเลยความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของมนุษย์กับภมินิเวศ ลั่นพร้อมดันโมเดลจัดการน้ำทางเลือกที่เน้นความสัมพันธ์ของคน ภูมินิเวศอีสานและภูมิปัญญาท้องถิ่นเสนอรัฐบาลในเร็ววัน

น้ำท่วม…เป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว

โดย: รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

“ใครว่าคนไทยเป็นคนใจกว้าง มีความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน” ผมว่า…พูดผิดพูดใหม่ได้นะครับ เพราะกรณีน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตั้งแต่จังหวัดในภาคเหนือ เช่น จังหวัดอุตรดิตถ์ไล่ลงมาจนถึงจังหวัดในภาคกลาง เช่น สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ ล้วนแสดงให้เห็นถึงความมักง่ายและความเห็นแก่ตัวของคนไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้

ทางออก…การจัดการน้ำ

โดย:

“น้ำ” เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อการดำรงชีวิต ทั้งการบริโภค อุปโภค และการเกษตร รวมทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ น้ำยังมีความสำคัญในเชิงนิเวศวิทยา ช่วยรักษาสมดุลของสภาวะแวดล้อมอีกด้วย การจัดการน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ แต่ปัจจุบันมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากระบบการจัดการน้ำของประเทศไร้ประสิทธิภาพ รวมถึงปัญหามลพิษขยะปนเปื้อนในแหล่งน้ำ การสร้างสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ รวมทั้ง “ภัยพิบัติ” ที่เกิดจากน้ำ ที่เป็นปมปัญหาใหญ่อีกประการ ส่งผลให้ปัญหาน้ำ ที่สะสมมานาน ยากจะแก้ไข

ปัญหาที่ดินกับการปฏิรูปประเทศไทย

โดย: เวทีทกประเทศไทย ภาคใต้

บอกเล่าประสบการณ์การต่อสู้ด้านที่ดินขององค์กรชุมชน และถอดบทเรียนการแก้ปัญหา ทั้งการแก้ปัญหาโดยรัฐและโดยภาคประชาชน

ข้อเสนอมอเตอร์เวย์น้ำ จาก “ชวลิต จันทรรัตน์” แห่งทีมกรุ๊ป

โดย: พิชานัน อินโปธา

“ทีมกรุ๊ป” กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาของคนไทย ชื่อที่เรามักได้ยินคุ้นหูมากในช่วงวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ ที่คอยวิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมเผยแพร่ต่อสาธารณะชน พร้อมๆ กับการแจ้งเตือนได้อย่างทันท่วงที จึงถือได้ว่าทีมกรุ๊ปเป็นอีกหนึ่งกูรูเรื่องน้ำในช่วงวิกฤตเช่นนี้
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทยมีโอกาสร่วมฟังและพูดคุยกับนายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาในประเทศด้านแหล่งน้ำและพลังงาน และกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัททีม ในงานอภิปราย “ท่านถาม-เราตอบทุกประเด็นเกี่ยวกับน้ำท่วม” ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์

ดร.อภิชาติ อนุกูลอำไพ “แก้ปัญหาน้ำสะเปะสะปะ เพราะขาดแม่ทัพ”

โดย: Thaireform

อีกหนึ่งที่มาช่วยงานรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำท่วมใน ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหรือ ศปภ. คือ ดร.อภิชาติ อนุกูลอำไพ นายกสมาคมทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย โดยเป็นทีมงานของปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์
“ดร.อภิชาติ” บอกว่ามาช่วยตั้งแต่ ศปภ. ตั้งอยู่ที่สนามบินดอนเมือง เพราะสนิทกับปลอดประสพมานาน เมื่อชวนก็มาช่วยทั้งภาพรวมและดูการขุดคลองระบายน้ำฝั่งตะวันออก
ทีมงานปฏิรูปสัมภาษณ์ ดร.อภิชาติในช่วงที่รัฐบาลกำลังขะมักเขม้นกับการวางบิ๊กแบ็กที่แนวดอนเมือง ส่วนหัวน้ำในส่วน กทม. ชั้นในกำลังรุกคืบจากวิภาวดีรังสิต แยกสุทธิสาร มุ่งหน้าเข้าดินแดง

กกร. ชง 6 ข้อเสนอเร่งด่วนต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย

โดย:

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (28 ต.ค. 54) ว่า กกร.ได้มีข้อเสนอซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และที่รัฐบาลควรจะ เพื่อนำไปพิจารณาเร่งดำเนินการ 6 ข้อ

ปฏิรูปประเทศไทย: ปฏิรูปการจัดการน้ำ

โดย: มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

นโยบายสาธารณะด้านการบริหารจัดการน้ำสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ (1) การจัดสรรน้ำระหว่างผู้ใช้น้ำ (2) การจัดการน้ำท่วม และ (3) การจัดการเมื่อเกิดการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นต่างต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และความยั่งยืน ในเอกสารฉบับนี้ จะพิจารณาเฉพาะเรื่องนโยบายสาธารณะเพื่อการจัดสรรน้ำเท่านั้น และจำกัดขอบเขตแต่เพียงการจัดการน้ำผิวดิน (Surface water)

พระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ

โดย:

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้รับแจ้งจาก รล. ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำให้แก่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เนื่องในโอกาสที่ได้เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินเป็นทุนประเดิมสำหรับการก่อตั้งมูลนิธิน้ำ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และกราบบังคมทูลรายงานแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิ ในการนี้ รล. ได้ส่งสรุปพระราชดำริมาเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานสนองพระราชดำริ

แนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก

โดย:

คณะกรรมการรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจพิจารณาแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ เนื่องจากเห็นว่าการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กดำเนินการโดยหน่วยต่างๆ หลายหน่วยงานใน 6 กระทรวง และมีรูปแบบการดำเนินงานที่หลากหลาย จากการประเมินผลในเบื้องต้นพบว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้เงินงบประมาณในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กทั่วประเทศไปแล้วมากกว่า 50,000 ล้านบาท และยังมีปัญหาที่ต้องเร่งรัดดำเนินการและควรได้รับการแก้ไขอีกหลายประการ ทั้งนี้เพื่อให้ราษฎรได้รับประโยชน์จากการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กได้อย่างเต็มที่มากขึ้น คณะกรรมการรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจจึงมีมติดังนี้

ข้อเสนอรอบทิศ ‘นิวไทยแลนด์’

โดย:

โปรเจ็กต์ ‘นิวไทยแลนด์’ งบประมาณมหาศาล 8 แสนล้าน แม้ไม่ใช่โครงการที่เห็นผลทันตา แต่ด้วยวิกฤตน้ำท่วมที่ไทยเผชิญอยู่ขณะนี้ ทำให้หลายฝ่ายไม่อาจมองเมิน
นักการเมือง นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ และนักธุรกิจ มีข้อเสนอแนะต่อการดำเนินโครงการดังกล่าว

(ร่าง) ข้อเสนอการปฏิรูปนโยบายการจัดการน้ำ

โดย: คณะอนุกรรมการปฏิรูประบบการจัดการที่ดิน ฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และน้ำ

น้ำเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการดำรงอยู่ของทุกชีวิต ทั้งด้านการอุปโภคบริโภค การใช้น้ำในการผลิตทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคมนาคม ฯลฯ มนุษย์เรียนรู้ที่จะปรับวิถีชีวิตของตนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อีกด้านหนึ่งก็ดัดแปลงธรรมชาติมารับใช้การอยู่รอดของตน โดยมีแบบแผนการ “จัดการน้ำ” ให้เป็นประโยชน์แก่การผลิตและการดำรงชีวิตมาแต่โบราณ ปรากฏเป็นแบบแผนการจัดการน้ำในภูมิปัญญาที่หลากหลายไปตามความแตกต่างของระบบนิเวศและวัฒนธรรม

ข้อเสนอเชิงนโยบายของเครือข่ายชุมชนเพื่อการจัดการภัยพิบัติ

โดย: เครือข่ายชุมชนเพื่อการจัดการภัยพิบัติ

สถานการณ์ปัญหาภัยพิบัติในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาเป็นที่ยอมรับร่วมกันว่าชุมชนท้องถิ่นเป็นพลังสำคัญในการจัดการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ เพราะชุมชนเป็นผู้รู้จักปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดี มีข้อมูล มีทุนทั้งที่เป็นคน เงินทุน ความรู้/ประสบการณ์ ที่มาจากการจัดการภัยพิบัติทุกรูปแบบ สามารถจัดการปัญหาได้ทั้งในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ การฟื้นฟูหลังเกิดภัย และการวางแผนรับมือ/ป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง

แก้ปัญหาน้ำด้วยความรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน

โดย: เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์

น้ำท่วมใหญ่ในอดีตมักจะโทษชาวเขาทำลายป่า พร้อมข้อเสนอทางออกให้สร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม จนประเทศไทยมีเขื่อนทั้งเล็กใหญ่มากกว่า 5,000 เขื่อน ไม่นับฝายและประตูกั้นน้ำขนาดเล็กอีกมากมายแทบทุกลำน้ำ แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้ง ซ้ำซากได้น้ำท่วมติดต่อกันในสองปีนี้ นอกจากจะต้องทุ่มเททรัพยากรและสรรพกำลังทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชน ไปร่วมกันกู้ภัย เยียวยาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและฟื้นฟูราษฎรที่ประสบความเดือดร้อนโดยเร็วแล้ว ยังต้องมาตามแก้ปัญหาข้อพิพาทขัดแย้งในวิธีการแก้ปัญหาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนและระหว่างประชาชนที่นับวันจะมากขึ้นอีกด้วย

กฟผ. ชงรัฐบาลขอเขื่อนใหม่ จุดวิวาทะ เขื่อน คำตอบแก้น้ำท่วมจริงหรือ

โดย: กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล

สถานการณ์อุทกภัยปี 2554 เริ่มคลี่คลาย แต่มวลปัญหาใหญ่ๆ หลายข้อยังตกค้างรอหาคำตอบ ข้อถกเถียงหนึ่งในเวลานี้คือเขื่อนใหญ่ๆ ที่มีอยู่ ณ ขณะนี้อาจไม่สามารถรองรับน้ำท่วมขนาดใหญ่ในอนาคตได้ และเริ่มมีการเสนอโมเดลบ้างแล้วว่าจำเป็นต้องมีการสร้างโครงสร้างรองรับน้ำใหม่ๆ เพื่อใช้รับมือน้ำท่วม เนื่องจากที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอ ข้อเสนอจาก กฟผ. คือการสร้างเขื่อนใหม่ แต่เขื่อนเป็นทางออกจริงหรือไม่ ฟังข้อเสนอจากนักวิชาการที่ร่วมสร้างวิวาทะเพื่อหาทางออกจากวิกฤตมวลน้ำ

ปฏิรูปการจัดการน้ำของประเทศ

โดย: อาทิตย์ กริชพิพรรช

เนื่องจากปัญหาด้านการเกษตรของไทย ซึ่งก่อให้เกิดความยากจนในหลายพื้นที่ มีต้นเหตุมาจากการขาดแคลนน้ำเป็นสำคัญ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะประเทศไทยไม่มีน้ำจืด แต่เป็นเพราะเราจัดการน้ำฝนที่ตกมาได้ไม่ดีพอ ตอนที่ตกมากก็ไม่ได้เก็บเอาไว้ พอแล้งก็เลยไม่มีน้ำ นอกจากนี้ การกระจายน้ำก็ยังทำได้น้อย เพราะบ้านเรามีกฏหมายไม่อนุญาตให้เก็บค่าน้ำดิบเพื่อการเกษตรกรรม (เก็บได้แต่จากน้ำประปา) ทำให้การลงทุนระบบกระจายน้ำต้องมารอจากงบประมาณที่รัฐบาลจะแบ่งให้แต่ละปีเพียงอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมา งบส่วนใหญ่ไปลงที่ถนน มีน้อยมากที่ไปลงที่ระบบน้ำระบบชลประทาน