V-Report

สัมภาษณ์: บทสำรวจตัวตนนักกฎหมาย ในวันที่บ้านเมืองไร้นักนิติศาสตร์ (สำนวนโดยสมชาย ปรีชาศิลปกุล)

โดย: V-Reformer

กฎหมายคือตัวบท แต่ตัวบทนั้นไม่มีชีวิต จึงต้องการคนเป็นๆ มายึดถือและบังคับใช้ ในบรรดาวิชาชีพทั้งหลาย สังคมถือให้นักกฎหมาย คือผู้ที่ฝึกฝนตนเองเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้

อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า แท้จริงแล้ว การยึดถือกฎหมายเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม ในขณะที่การบังคับใช้ก็ใช้ก็มีหน่วยงานสำหรับทำหน้าที่เฉพาะ ดังนั้นจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าหน้าที่เหล่านี้เป็นภารกิจโดยตรงของนักกฎหมาย

กลับกัน ในฐานะที่เป็นผู้ร่ำเรียนมา รู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง และความเป็นมาของกฎหมาย นักกฎหมายคือผู้ที่มีหน้าที่ในการค้นหาหลักความยุติธรรม และทำหน้าที่ตรวจสอบตั้งคำถามกับกฎหมายที่ขัดกับหลักดังกล่าว เมื่อใดก็ตามที่หน้าที่เชิงหลักการหายไป ความเป็นนักกฎหมายก็จะถูกลดทอนเหลือเพียงนักเทคนิค ที่เป็นเครื่องมือของอุดมการณ์สักชุดหรือใครสักคน แล้วบ้านเมืองก็จะมีปัญหา

ขณะนี้ บ้านเมืองเรามีปัญหา และมีเสียงบ่นด่าว่านักกฎหมายไทยนั้นคล้าย ‘เนติบริกร’

ทีมงาน V-Reformer จึงชวนนักกฎหมายชื่อ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล มาพูดคุยในเรื่องเบ้าหลอมนักกฎหมาย ตั้งแต่เส้นทางการเรียนการสอน ค่านิยมการประกอบอาชีพ ก่อนตอบคำถามว่านักกฎหมายไทยมีความเป็นนักกฎหมายหรือไม่ เพียงใด

เชิญร่วมหาคำตอบ ว่าเหตุใดนักกฎหมาย (สมชาย ปรีชาศิลปกุล) จึงฟ้องนักกฎหมายว่า “บ้านเราไม่ค่อยมีนักนิติศาสตร์นะ ส่วนใหญ่มีแต่นักเทคนิคกฎหมายที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องสิทธิเสรีภาพเท่าไหร่”

สัมภาษณ์: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ทวนกระแสปฏิรูป ‘อย่างแรกที่ต้องทำ คือกลุ่มปฏิรูปต้องปฏิรูปตนเองให้พ้นมายาคติเสียก่อน’

โดย: V-Reformer

ปัจจุบัน คือสามปีนับแต่กระแสการปฏิรูปประเทศถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย (คสป.) ในปัจจุบัน คปร. ได้ยุติบทบาทตัวเองไป โดยทิ้งหนังสือข้อเสนอเล่มหนาหนึ่งเล่มเป็นของดูต่างหน้า ในขณะที่ คสป. ยังคงพยายามสานต่อภารกิจของตนต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการปฏิรูปฯ ครั้งนี้ไม่โหมแรงเหมือนช่วงหลังพฤษภาทมิฬ ช่วงต้นอาจเป็นที่จับตา แต่สามปีผ่านมา เงียบเหงาจนยากจะมีใครรู้ว่ามีใครสักคนกำลังปฏิรูปอะไรบางอย่างอยู่

ทีมงานจึงชวน รศ.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมต่อจิ๊กซอว์ เพื่อให้เห็นภาพความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย โดยคนกลุ่มต่างๆ ซึ่งอรรถจักรชี้ประเด็นตั้งแต่พบหน้ากัน ว่าทิศทางการปฏิรูปกระแสหลักนั้น ขัดแย้งกับสภาพสังคมที่กำลังปฏิรูปตัวเอง

เชิญผู้อ่านติดตามภาพรวมประเทศไทย และทำความเข้าใจว่าทำไมบทสรุปสามปีของการปฏิรูป จึงได้ความว่า ‘อย่างแรกที่ต้องทำ คือกลุ่มปฏิรูปต้องปฏิรูปตนเองให้พ้นมายาคติเสียก่อน’

สัมภาษณ์: ประชาธิปไตยบนท้องถนนและจักรยาน ในมุมมองนักผังเมือง ผศ.ดร.พนิต ภู่จินดา

โดย: V-Reformer

ท้องถนนคือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของสังคม การใช้ถนนจึงสามารถสะท้อนปฏิสัมพันธ์และคุณลักษณะของสังคม เช่น ความเป็นประชาธิปไตย ได้เป็นอย่างดี V-Reform ขอชวนท่านผู้อ่านสำรวจประชาธิปไตยบนท้องถนน ผ่านยานพาหนะเล็กๆ เช่น จักรยาน ในบทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมหาคำตอบว่าท้องถนนในกรุงเทพฯมีความเป็นประชาธิปไตยแค่ไหน และเมืองที่ดีในมุมมองนักผังเมืองเป็นอย่างไร ได้ในบทสัมภาษณ์นี้

บทสัมภาษณ์: รศ.ดร.สมพร อิศวิลานนท์ คุณภาพข้าวไทยท่ามกลางโครงการจำนำข้าว

โดย: V-Reformer

โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังตกอยู่ท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายในขณะนี้ ทั้งกรณีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ภาระทางการคลังของโครงการ ปัญหาการระบายข้าวออก และผลประโยชน์ที่ไม่ตกแก่ชาวนาที่ยากจนอย่างแท้จริง ปัญหาเหล่านี้ถูกนักวิชาการมากมายหลายสำนักหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขว้าง แต่ V-reform จะชวนท่านผู้อ่านสำรวจปัญหาสำคัญอีกด้านหนึ่งของโครงการจำนำข้าวที่อาจยังไม่เป็นที่พูดถึงกันมากนัก นั่นคือปัญหาความเสียหายของคุณภาพข้าวไทย ผ่านบทสัมภาษณ์รศ.ดร.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ผู้มีประสบการณ์ทำวิจัยเรื่องข้าวมายาวนานกว่า 30 ปี

บทสัมภาษณ์: หมอ (ประเวศ) ตรวจโรคหมอ ‘หมอเอาแต่เรียนจากศพ ศพคือคนตาย คนตายไม่สอนเราเหมือนคนเป็น’

โดย: V-Reformer

หมอเป็นวิชาชีพที่ได้รับความยกย่องนับถือจากผู้คนในสังคม แต่ปัจจุบัน แนวโน้มหนึ่งที่ชัดเจนคือความขัดแย้งระหว่างหมอกับคนไข้ อันเนื่องมาจากความเสียหายจากการเข้ารับบริการ ได้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง แก้ไม่ตก และมีแนวโน้มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เห็นได้จากสถิติการฟ้องร้องแพทย์ที่สูงขึ้นในทุกปี ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ย่อมไม่ส่งผลดีต่อทั้งผู้ให้และรับบริการ เพราะความเชื่อถือศรัทธาที่หมอและคนไข้เคยมีต่อกัน ถูกแทนที่ด้วยความไม่ไว้วางใจ และความหวาดกลัว

คนไข้กลัวที่จะไปหาหมอ ส่วนหมอก็กลัวที่จะรักษาคนไข้

แน่นอนว่าที่มาของความขัดแย้งส่วนหนึ่งเกิดจากสำนึกของผู้คนที่เปลี่ยนไป กล่าวคือคนที่ไปหาหมอ ไม่รู้สึกว่าเขากำลังขอความช่วยเหลือจากหมอเช่นในอดีต แต่รู้สึกเป็นสิทธิหรือเป็นบริการที่ตนจ่ายเงินซื้อมา ดังนั้นเมื่อผลการรักษาไม่เป็นไปตามความคาดหวัง จึงไม่พอใจและเรียกร้องสิทธิ์ของตน อย่างไรก็ตามการที่ผู้คนตระหนักในสิทธิของตนเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด

ดังนั้นทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้ อาจอยู่ที่การทำความเข้าใจและปรับตัวจากฝั่งผู้ให้บริการ ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจนไปกว่าหมอด้วยกันเอง ทีมงาน V-Reformer จึงขออนุญาตสัมภาษณ์คุณหมอประเวศ วะสี ราษฎร์อาวุโส และ ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (คสป.) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นทั้งหมอรักษาคนไข้ เป็นอาจารย์หมอ และเป็นหมอรักษาสังคม

เพื่อให้หมอ (ประเวศ) ช่วยตรวจโรคหมอ

บทสัมภาษณ์: มองการเมืองให้เห็น ‘คน’ จากจุดนอนของ โตมร ศุขปรีชา

โดย: V-Reformer

หกปีที่ผ่านมาสังคมไทยตกอยู่ในภาวะแตกร้าว

ท่ามกลางปัญหาที่ดูหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนจำนวนไม่น้อยพยายามตั้งคำถามหาคำตอบกันอย่างซับซ้อน แต่โตมร ศุขปรีชากลับเป็นคนหนึ่งที่ใช้ปากกาของเขาชี้ชวนให้ผู้คนหันมามองและทำอะไรง่ายๆ เช่นเรียกร้องให้ผู้คนก้าวข้ามความกลัวในฝ่ายตรงข้ามด้วยการ ‘มาไล่ผีกันเถอะ’ หรือการที่เขาเคยเรียกร้องให้ผู้คนเปิดพื้นที่ทางใจให้แก่ทางเลือกอื่นๆ เช่นทางเลือกของฝ่าย ‘เหลืองที่ไม่เอาอำมาตย์ และแดงที่ไม่เอาทักษิณ’ นอกจากนี้ยังเคยพิสูจน์ให้เราเห็นหลายครั้งว่าการขี่จักรยาน กินผัดกระเพราะใส่แครอท ก็อาจนำไปสู่การเข้าใจปัญหาหลายๆ อย่างได้

ตัวอย่างของการตอบคำถามยากๆ ด้วยมุมมองง่ายๆ แต่ลึกซึ่ง เช่นเมื่อสองปีก่อนเคยมีคนถามโตมรว่า “คุณเลือกฝ่ายไหน” โตมรตอบไปว่า “เลือกฝ่ายที่ยอมให้มีอีกฝ่ายอยู่ด้วย” อีกฝ่ายถามต่อว่า “ฉันหมายถึงเหลืองกับแดง” โตมรตอบว่า “ผมก็หมายถึงอย่างนั้น…จะว่าโง่ก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องเป็นเหลืองที่ยอมให้โลกนี้มีแดง และต้องเป็นแดงที่ยอมให้โลกนี้มีเหลือง วิธีคิดของเราจะเป็นอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับว่า คำสวยๆอย่าง ‘อุดมการณ์’ หรือ ‘จุดยืน’ นั้น มันคืออุดมการณ์หรือจุดยืนอะไร ของใคร ใครกำหนด และใครที่ว่า, มองโลกด้วยกรอบแบบไหน ทำไมเราต้องพยายาม ‘ยัด’ คนอื่นลงไปในกรอบของตัวเองด้วยเล่า… โลกมีอยู่แค่สองกรอบเท่านั้นหรือ?” (จากบทความ ‘เหลืองที่ไม่เอาอำมาตย์ และแดงที่ไม่เอาทักษิณ‘)

อาจเพราะคิดเช่นนี้ โตมรจึงบอกกับเราว่าเขาไม่มี ‘จุดยืน’ มีแต่ ‘จุดนอน’

คงจะเป็นเรื่องที่น่า ‘น้อยเนื้อต่ำใจ’ และมักง่ายเกินไปหากเราจะกล่าวหาว่าโตมรคือ ‘ปัจเจกนิยมเอาตัวรอด’ เพราะไม่แน่ว่ามุมมองของคนเดินดิน ที่มองจากข้างล่างขึ้นข้างบน โดยไม่ลดทอนความซับซ้อนของความหลากหลายทั้งในโลกและในตัวมนุษย์ อาจจะเป็นสิ่งที่สังคมเราควรโหยหาเสียด้วยซ้ำ

วันนี้เป็นอีกครั้งที่เราจะถาม และโตมรจะตอบ…

บทสัมภาษณ์: ความท้าทายของโรงเรียนทางเลือกในทัศนะของ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด

โดย: V_Reformer

ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพและความมีประสิทธิภาพ ทั้งปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนไทยที่ตกต่ำ สวนทางกับงบประมาณทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และปัญหาการไม่สามารถพัฒนานักเรียนให้มีความเป็นมนุษย์ เป็นพลเมืองที่มีศักยภาพ

โรงเรียนกลุ่มหนึ่งได้พัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนที่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป เพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์การศึกษาที่มีอยู่ โรงเรียนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “โรงเรียนทางเลือก” แต่ทางเลือกเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่กับชนชั้นกลางและผู้มีรายได้สูง และไม่สามารถขยายไปในวงกว้างได้ แนวทางดังกล่าวมีอุปสรรคและความท้าทายอะไรบ้าง? จะสามารถเป็นคำตอบทางการศึกษาให้กับสังคมในวงกว้างได้หรือไม่? V-Reform จะนำท่านไปหาคำตอบผ่านทัศนะของดร.เดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บทสัมภาษณ์: พระอาจารย์สุบิน ปณีโต เกี่ยวกับแนวคิดกลไกการเงินชุมชนเพื่อพัฒนาชีวิตครบวงจร

โดย: V-Reformer

การเงินชุมชน หรือการเงินฐานราก มีความสำคัญต่อประชาชนในชนบทและผู้มีรายได้น้อย เพราะตอบโจทย์เรื่องความต้องการบริการทางการเงิน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงตามแนวทางปกติ เนื่องด้วยด้วยข้อจำกัดต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผ่านการจัดสวัสดิการ และเป็นเครื่องมือในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมอาชีพ และการศึกษา เป็นต้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาขบวนการการเงินชุมชนได้แพร่ขยายออกไปอย่างมากในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบพึ่งตนเองที่พัฒนามาจากกลุ่มชาวบ้านหรือชุมชนเอง เช่นกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ต่างๆ และแบบกึ่งในระบบ อาทิเช่นกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และสหกรณ์ออมทรัพย์ จนปัจจุบันมีเงินออมรวมกันประมาณ 8 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.6 ของเงินออมทั้งระบบ และมีเงินกู้รวมกันกว่า 8.9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.3 ของยอดสินเชื่อรวมทั้งประเทศ (ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง ปี 2550)

“เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต” จังหวัดตราด คือหนึ่งในต้นแบบกลุ่มการเงินชุมชนที่่นับได้ว่าประสบความสำเร็จ มีดำเนินการมายาวนานกว่า 21 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกรวมกันกว่า 62,000 คน มีเงินหมุนเวียนกว่า 1,300 ล้านบาท และสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างน่าทึ่งโดยการผนวกหลักธรรมเข้ากับการบริหารจัดการ

V-Reform จะนำท่านไปรู้จักกับการเงินชุมชนเชิงลึก ผ่านทัศนะของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต ผู้ก่อตั้งเครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ฯ จังหวัดตราด ผ่านบทสัมภาษณ์ที่จะคลี่ให้เห็นกลไกการจัดการที่ถูกพัฒนาและออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อแก้ปัญหาทางสังคมและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างครบวงจร ซึ่งทั้งหมดบริหารจัดการกันเองโดยชาวบ้านที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเงิน บทสัมภาษณ์นี้จะทำให้เห็นว่า เงินและหลักธรรมจะผสานกันเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

บทสัมภาษณ์: สุพัฒน์ ธนะพิงค์พงษ์ เปิดเบื้องลึกเบื้องหลังธุรกิจไข่ไก่ ว่าด้วยการผูกขาดทางอ้อม

โดย: V-Reformer

V-reform ได้รับเกียรติจากคุณสุพัฒน์ ธนะพิงค์พงษ์ เจ้าของฟาร์มรพีพัฒน์และหนึ่งในผู้ก่อตั้งและคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Egg Board เพื่อสัมภาษณ์มุมมองของผู้ที่อยู่ในวงการไข่ไก่มากว่า 30 ปี คลายข้อสงสัยว่าทำไมไข่ไก่จึงมีราคาแพง เป็นเพราะกลไกตลาดหรือเพราะเกิดการผูกขาดขึ้น รวมทั้งตอบคำถามคาใจว่า Egg Board เป็นสาเหตุให้ไข่ไก่ราคาแพง และส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยล้มหายตายจากใช่หรือไม่ หน้าที่ที่ควรจะเป็นของ Egg Board คืออะไร รวมไปถึงคำถามสำคัญที่สุดว่าเราจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดไข่ไก่อย่างไรเพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวไป

ร่วมหาคำตอบของคำถามเบื้องต้นไปกับบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้