กระบวนการยุติธรรมทางเลือก (Alternative dispute resolution หรือ ADR) คือทางเลือกของความยุติธรรมที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา โดยมีนิยามว่าหมายถึง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ให้ความเป็นธรรมในทางกฎหมายหรือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแก่บุคคล โดยใช้รูปแบบวิธีการที่แตกต่างจากระบบยุติธรรมกระแสหลัก ซึ่งกระบวนดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคดีในศาลหรือก่อนหน้านั้นก็ได้

กระบวนดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องต้นทุนทั้งในแง่ค่าใช้จ่าย และเวลาในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมแบบฟ้องร้องต่อศาล นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการให้ความสำคัญต่อคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ด้วยการเปลี่ยนจากการเผชิญหน้ามาเป็นการพูดคุยหารือ รวมถึงมุ่งฟื้นฟูตัวบุคคลทั้งฝ่ายผู้กระทำและผู้เสียหาย

ดังนั้น กระบวนการดังกล่าวจึงกลายเป็นทางเลือกของความยุติธรรมสำหรับผู้คนจำนวนมาก ความสำคัญของกระบวนการดังกล่าวเห็นได้จากการที่องค์การสหประชาชาติ ได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อที่ 6 (Charter VI of the United Nations Charter) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ ทีมงาน V-reform จึงขอพาท่านไปสำรวจแนวคิดดังกล่าว โดยตั้งต้นจากการทำความเข้าใจสภาพการณ์และข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรม ต่อด้วยการทำความเข้าใจหลักคิดและรูปแบบของกระบวนการยุติธรรมทางเลือก ก่อนที่จะทำการสำรวจกระบวนการยุติธรรมทางเลือกในประเทศไทยและที่ต่างๆ ในโลกต่อไป

ข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก

กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก หรือกระบวนการยุติธรรมแบบฟ้องร้อง (Litigation) หมายถึงการที่เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างบุคคลหรือกลุ่มคนขึ้น คู่กรณีคนใดคนหนึ่งจะนำประเด็นปัญหาไปฟ้องร้องต่อศาล ให้ช่วยทำหน้าที่ไต่สวนชี้ขาดข้อพิพาท เพื่อชดเชยผู้ถูกกระทำ หรือลงโทษผู้กระทำผิดให้สาสมกับสิ่งที่ได้ทำไป รูปแบบการขอให้รัฐ ‘ล้างแค้น’ (Retributive Justice) อย่างสมสัดส่วนนี้ คือแนวทางการอำนวยความยุติธรรมดั้งเดิมของรัฐชาติ ตามคติโบราณที่ว่า ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ (an eye for and eye)

การอำนวยความยุติธรรมตามแนวทางข้างต้นมีข้อดีอยู่ที่ช่วยให้สังคมมีบรรทัดฐานความถูกผิดที่แน่นอน ไม่เกิดสภาวะ ‘หลายมาตรฐาน’ ขึ้นในบ้านเมือง นอกจากนี้การให้สถาบันของรัฐอันได้แก่ศาลรัฐ มาทำหน้าที่ดังกล่าว ยังเป็นการค้ำประกันว่าคำตัดสินที่เกิดขึ้นจะได้รับการบังคับใช้อย่างแข็งขัน

อย่างไรก็ตามทุกวันนี้กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ประสบปัญหาอย่างน้อยสองประการ ได้แก่

(1) ปัจจุบันจำนวนประชากรในโลก และการพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ทำให้ผู้คนมีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งจนนำไปสู่การฟ้องร้องกันมากขึ้น ในกรณีประเทศไทย ช่วงปี พ.ศ.2540-พ.ศ.2550 มีคดีความขึ้นศาลมากกว่าหนึ่งล้านคดี ในขณะที่จำนวนผู้พิพากษายังคงมีจำนวนเท่าเดิม นอกจากนี้คดีฟ้องร้องส่วนใหญ่ใช้เวลาในการพิจารณาตัดสินหลักปี และมากกว่านั้นตามความซับซ้อนของข้อพิพาท ดังนั้นกระบวนการต่างๆ จึงประสบปัญหาเรื่องความล่าช้า ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่สูงขึ้นสำหรับผู้เกี่ยวข้อง

(2) ในปัจจุบันเริ่มมีการตั้งคำถามว่า กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักให้ความสำคัญกับ ‘คน’ น้อยเกินไปหรือไม่? เห็นได้จากลักษณะโทษทางอาญา ได้แก่ กักขัง จำคุก ประหารชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการมุ่ง ‘ล้างแค้น’ ด้วยการทำร้ายผู้กระทำผิดให้เท่ากับความผิดที่ทำไป ซึ่งไม่มากก็น้อยถือเป็นการหนุนเสริมความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ เผชิญหน้าระหว่างคู่กรณี และละเลยการฟื้นฟูสภาพจิตใจ หรือความเสียหาย ในระดับบุคคลทั้งต่อผู้กระทำและถูกระทำ

จากปัญหาข้าต้นขึงมีความพยายามที่จะค้นหารูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยในการบรรเทาภาระของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก

กระบวนการยุติธรรมทางเลือก: หลักการและเหตุผล

“ความยุติธรรมที่ล้าช้า คือความไม่ยุติธรรม”

เพื่อไม่ให้ความยุติธรรมมาถึงล่าช้า รวมถึงเพื่อเปิดทางเลือกให้กับการยุติข้อพิพาทด้วยแนวทางอื่นๆ ที่ไม่ต้องจบลงด้วยการทำร้ายกัน จึงได้มีการนำเสนอแนวคิดกระบวนการยุติธรรมทางเลือก ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตัวแสดงศาลเป็นหลัก และเปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถหาทางออกร่วมกันได้

โดยทั่วไปกระบวนการยุติธรรมทางเลือกสามารถแบ่งประเภทตามรูปแบบกระบวนการได้เป็นสามรูปแบบกว้างๆ โดยกระบวนการทุกรูปแบบจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อทั้งฝ่ายตกลงใจที่จะเข้าสู่กระบวนการ ดังนี้

1. การเจรจา (Negotiation) หมายถึงการที่คู่กรณีสองฝ่ายเจรจาต่อรองเพื่อหาข้อยุติข้อพิพาทกันเอง โดยไม่มีบุคคลที่สาม

2. การไกล่เกลี่ย (Mediation) หมายถึงการเจรจาต่อรองที่มีบุคคลที่สาม (Mediator) เข้ามาเป็นตัวกลางในการดำเนินการและให้คำแนะนำ โดยตัวกลางนี้ไม่มีอำนาจในการตัดสินข้อพิพาทโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดการประนีประนอมยอมความให้จากความสมัครใจของคู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ

3. อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) หมายถึง การตั้งบุคคล หรือคณะบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ในการพิจารณาชี้ขาดข้อพิพาท ในประเด็นตามที่คู่กรณีตกลงกันไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยเปิดโอกาสให้คู่กรณีมีส่วนร่วมในการกำหนดวิธีการพิจารณาคดีร่วมกัน

อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก ส่งผลให้เกิดความยุติธรรม ‘หลายมาตรฐาน’ จึงมีการจำกัดไว้ว่า แนวทางกระบวนการดังกล่าว จะต้องไม่ละเมิดหลักการและสาระสำคัญของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก เช่นหากความผิดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดร้ายแรงที่ทำร้ายความรู้สึก หรือสร้างความเสียหายต่อสังคมส่วนรวม ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการพิพากษาโดยศาลเป็นหลัก แม้จะสามารถนำเอาผลของการเจรจาต่อรองซึ่งเป็นระบวนการยุติธรรมทางเลือกมาลดหย่อยผ่อนโทษได้ตามสมควรก็ตาม

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาแนวทาง และองค์ความรู้เฉพาะขึ้้นมาอย่างเป็นระบบ ที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากได้แก่กระวนการยุติธรรมชุมชน และกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

กระบวนการยุติธรรมชุมชน คือการปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวสามารถใช้ได้ทั้งในและนอกศาล โดยมักนำมาปรับใช้กับความผิดไม่ร้ายแรง ตัวอย่างเช่นการเล่นการพนัน การขโมยของ โดยจะมีการดึงตัวให้ผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือในหมู่บ้านมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างคู่กรณี และใช้การลงโทษทางสังคมแทนการลงโทษทางกฎหมาย เช่นการให้บำเพ็ญประโยชน์ ตัวอย่างง่ายๆ เช่นการให้ครูมาไกล่เกลี่ยกรณีนักเรียนตีกันเป็นต้น

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (restorative justice) หมายถึง การอำนวยความยุติธรรมที่ต้องการทำให้ทุกฝ่ายซึ่งได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมได้กลับคืนสู่สภาพดีเช่นเดิมอันเป็นการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมเป็นเป้าหมายสุดท้าย ตัวอย่างเช่นการประชุมกลุ่มครอบครัว (Family Group Conferences) ในคดีเด็กและเยาวชน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยเหยื่อ ผู้กระทำ และครอบครัวหรือบุคคลที่ความสำคัญต่อฝ่ายๆ ต่าง มาร่วมกันประชุมเพื่อหาทางออก และกำหนดแนวทางการฟื้นฟูความเสียหาย และตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ในโลกเป็นหน้าตาเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน
รายงาน: กระบวนการยุติธรรมทางเลือก ทางเลือกของความยุติธรรม ตอน 2 การระงับข้อพิพาทในชั้นศาลไทย และบทเรียบเบื้องต้นจากต่างประเทศ

ส่วนผู้ที่สนใจกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ติดตามเพิ่มเติมได้ใน
รายงาน: สำรวจกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระดับท้องถิ่นในประเทศไทย และ
รายงาน: ความคุ้มค่าของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในประเทศไทย กับแนวทางการสร้างแรงจูงใจในประเทศอังกฤษ

Comments are closed.