หัวข้อ ‘การเงินชุมชน’ ฟังแล้วอาจจะน่าเบื่อสำหรับหลายคนที่ไม่เคยมีปัญหาติดขัดเรื่องเงินทุน แต่รูปแบบดังกล่าวมีความสำคัญสำหรับคนไทยจำนวนมาก เพราะการเข้าไม่ถึงเงินกู้จากสถาบันการเงินทั่วไปทำให้ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขายากจนแบบไม่มีโอกาสโงหัว

การพัฒนาการเงินชุมชนให้เข้มแข็งคือการสร้างความมั่นคงในระดับท้องถิ่น เพราะคนที่หลุดจากโครงสร้างกระแสหลักจะมีแหล่งเงินทุนทางเลือก และทางเลือกดังกล่าวยังชักจูงให้เกิดความร่วมมือและการช่วยเหลือกันภายในชุมชน

V-Reform เคยนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของระบบการเงินชุมชนไปแล้ว ผ่านบทสัมภาษณ์ของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต ผู้ก่อตั้งและผู้นำคนของ ‘เครือข่ายสัจจะออมทรัพย์ เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต’ ที่ดำเนินการมากว่า 13 ปี มีสมาชิกประมาณ 62,000 คน และมีเงินหมุนเวียนกว่า 1,300 ล้านบาท

วันนี้อยากชวนท่านผู้อ่านทำความรู้จักระบบการเงินชุมชนให้มากกว่าเดิม

ที่มาภาพ: http://blogs.thenews.com.pk/blogs/2012/11/the-case-for-micro-financing/

การเงินชุมชนคืออะไร?

การเงินชุมชนคือการทำให้คนในชุมชนเป็นผู้ก่อตั้ง ดำเนินการ และพัฒนาความมั่นคงทางการเงินร่วมกัน มีลักษณะเป็นองค์กรการเงินขนาดย่อม (Microfinance Istitututes-MFIs) ซึ่งหมายถึงองค์กรที่มีการบริหารจัดการระบบการเงินให้กับสมาชิกรายย่อย โดยทั่วไปอาจจะดำเนินการโดยธนาคารในระบบ โครงการโดยรัฐ หรือบริหารจัดการระบบในรูปแบบองค์กรการเงินชุมชน ในกรณีการเงินชุมชนนั้น จะเน้นรูปแบบหลังสุดเป็นหลัก

องค์กรการเงินชุมชน คือองค์กรการเงินภาคประชาชนที่จำกัดขอบเขตอยู่ภายในชุมชน มีระบบการออม การปล่อยเงินกู้ และการบริหารจัดการธุรกิจ โดยอาศัยความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมภายในชุมชนเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการ และมีเป้าหมายคือเพื่อสร้างสวัสดิการและการพึ่งพาตนเองของสมาชิก

องค์กรการเงินชุมชนมาจากไหน?

องค์กรการเงินชุมชนเริ่มต้นครั้งแรกในปี 2508 บุกเบิกจัดตั้งเป็นกลุ่มเครดิตยูเนี่ยน โดยคุณอัมพร รัตนวงศ์ และได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อบอนแบงค์แห่งคณะเยซูอิตและคณะ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนยากจนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในปี 2517 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เพื่อให้ทั่วประเทศเกิดการออมทรัพย์สะสมทุนการผลิตในระดับชุมชน แต่แนวทางดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากติดขัดวิธีดำเนินงานแบบราชการ

ต่อมาองค์กรการเงินชุมชนแพร่ขยายมากขึ้นโดยบทบาทของภาคประชาชน เช่น ในปี 2526 ครูชบ ยอดแก้ว ครูใหญ่โรงเรียนบ้านน้ำข้าว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ได้พัฒนาต่อยอดกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ด้วยการจัดตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์พัฒนาครบวงจรชีวิต ดำเนินการเป็นอิสระจากระบบราชการ เน้นการสร้างสวัสดิการเพื่อความมั่นคงในชีวิต อาจารย์จำนง สงประสงค์ จัดตั้งธนาคารหมู่บ้านเพื่อสนับสนุนโครงการอีสานสีเขียว บริหารงานคล้ายธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้ ยังมีองค์กรการเงินรูปแบบอื่นๆ เช่น องค์กรการเงินชุมชนมุสลิมที่มีข้อห้ามเรื่องดอกเบี้ย แต่มุ่งระดมเงินเพื่อทำธุรกิจร่วมกัน

ในปี 2536-2544 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเงินกองทุนหมุนเวียน 280,000 บาท โดยสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ตามแผนสนับสนุนงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนตามเกณฑ์ชี้วัดคุณภาพชีวิตตามความจำเป็นขั้นพื้นฐาน (จปฐ.) จำนวน 39,646 หมู่บ้าน

ปี 2544 รัฐบาลไทยรักไทยจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านละหนึ่งล้านบาทขึ้นทั่วประเทศ โดยพัฒนานโยบายขึ้นจากกรณีศึกษาของกลุ่มออมทรัพย์ตำบลคลองเปียะ ของคุณอัมพร ด้วงปาน และกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ของพระสุบิน ปณีโต รวมทั้งบทเรียนการดำเนินการของกองทุนรัฐในอดีต

จากการสำรวจในปี 2546 พบว่ามีองค์กรการเงินชุมชนทั่วประเทศ 591 กลุ่ม ส่วนตัวเลขประมาณการณ์ของกระทรวงการคลังในปี 2550 ระบุว่าปัจจุบันมีเงินออมรวมกันประมาณ 8 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.6 ของเงินออมทั้งระบบ และมีเงินกู้รวมกันกว่า 8.9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.3 ของยอดสินเชื่อรวมทั้งประเทศ

องค์กรการเงินชุมชนมีกี่ประเภท?

กองทุนการเงินชุมชนแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. องค์กรการเงินขนาดเล็ก (Microfinance) เน้นการออมและการกู้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงินชุมชนต้นแบบ และสถาบันการเงินชุมชนนำร่อง มีเป้าหมายเพื่อรักษาและเพิ่มเงินกองทุน

2. องค์กรประกอบการทางสังคม (Social enterprise) ได้แก่องค์กรการเงินที่ทำกิจกรรมการออมสำหรับกู้เพื่อจัดสวัสดิการ และการผลิตสินค้าและบริการ อาทิ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประเภทและเงินสวัสดิการ

3. องค์กรประกันภัยระดับรากฐาน (Micro-insurance) ได้แก่องค์กรที่ทำหน้าที่เก็บออมอย่างเดียวเพื่อจ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่สมาชิก อาทิ กองทุนสวัสดิการชุมชนวันละบาท มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองสมาชิกและชุมชน

ที่มาภาพ: http://en.wikipedia.org/wiki/Microfinance

คิดใหม่เกี่ยวกับกองทุนชุมชน?

จากรายงานเรื่อง ‘ความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน: เรื่องย้อนแย้งที่ต้องพิจารณาขององค์กรการเงินรากฐาน’ ของอาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทกุล อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่าเพื่อยกระดับกองทุนชุมชน เราจำเป็นต้องคิดใหม่เกี่ยวกับประเด็นดังต่อไปนี้

- การสร้างความหมายใหม่ของ ‘สวัสดิการ’

ที่ผ่านมา กองทุนชุมชนมีแนวโน้มเพิ่มสวัสดิการเพื่อดึงดูดให้มีผู้มาเข้าร่วม เช่นเพิ่มเงินเงินชดเชย เงินช่วยเหลือยามเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต ซึ่งเมื่อคิดเป็นจำนวนเงินแล้วพบว่ายังคงไม่เอื้อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะเงินกองทุนยังต่ำไปแม้รัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณหนึ่งบาทต่อเงินกองทุนหนึ่งบาทแล้วก็ตาม

ดังนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงและมีความยั่งยืน ควรมีการสนับสนุนให้เกิดสวัสดิการในความหมายใหม่ คือการสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่สมาชิกหรือแม้แต่ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิก ด้วยการสร้างงานที่มีความต่อเนื่อง ทำได้ผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การพิจารณาการขอเงินกู้เพื่อการลงทุนสร้างอาชีพและสร้างงานอย่างจริงจัง รวมถึงลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพ

- การลงทุนเพื่อประกอบการทางสังคม

ทุกวันนี้ องค์กรการเงินรากฐานจำนวนมากมักนำเงินที่เหลือจากการปล่อยกู้ฝากธนาคารพาณิชย์ และซื้อสลากออมสินเพื่อรับดอกเบี้ยและหวังถูกรางวัลที่หนึ่ง ทั้งนี้เพราะเห็นว่าปลอดภัยกว่าการปล่อยกู้คนที่อาจเบี้ยวหนี้ และคณะกรรมการไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เงินกองทุนเกิดประโยชน์ต่อชุมชนสูงสุด ควรมีการนำเงินมาลงทุนเพื่อประกอบการทางสังคม ตัวอย่าง เช่น ลงทุนทำโรงงานน้ำดื่มเพื่อผลิตขายในท้องถิ่น การลงทุนสร้างลานตากผลผลิตทางเกษตรกรรม โดยการลงทุนต้องมีความรัดกุมและมีแผนป้องกันความเสี่ยงที่จะขาดทุน

จากการศึกษาพบว่า หากกองทุนชุมชนเน้นสวัสดิการแบบปัจเจก คนจนจะได้ประโยชน์น้อย เนื่องจากเข้าไม่ถึงเงินกู้เพราะไม่มีเครดิต เงินกองทุนที่นำมาจัดสรรผลประโยชน์สาธารณะก็น้อยเกินกว่าจะทำให้คนจนเหล่านี้ได้ประโยชน์โดยอ้อมไปด้วย

ดังนั้น กองทุนชุมชนจึงควรเน้นการสร้างสวัสดิการส่วนรวม โดยพิจารณาเรื่องการลงทุนทางสังคมอย่างมียุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งทางรายได้และอาชีพแก่คนในชุมชน มากกว่าที่จะให้บริการสาธารณะทั่วไปที่มีหน่วยงานราชการปกติหรือองค์การบริหารส่วนตำบลทำอยู่แล้ว

- การลดต้นทุนประชาชน

ที่ผ่านมาองค์กรการเงินชุมชนมุ่งลดต้นทุนการบริหารจัดการด้วยการให้ผลตอบแทนคณะกรรมการผ่านโบนัสผลกำไรหรือให้สิทธิพิเศษกู้เงิน แต่ไม่มีค่าตอบแทนประจำ รวมถึงเปิดทำการเพียงเดือนละครั้ง

ต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำกลับทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระมากขึ้น เช่น การเปิดทำการเพียงเดือนละครั้งทำให้ประชาชนไม่สามารถกู้เงินในยามจำเป็น จึงต้องไปกู้หนี้นอกระบบซึ่งดอกเบี้ยแพง หรือไม่มีเงินก้อนใหญ่ส่งคืนเป็นรายเดือนจึงต้องกู้หนี้จากที่อื่นมาคืนกองทุน กลายเป็นระบบหมุนหนี้ที่พบได้ทั่วไปในภาคกลาง จากการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชัยนาท พบว่ากองทุนเปิดบริการเพียงหนึ่งครั้งต่อปี แต่กระแสเงินสดของชาวนาขึ้นลงตามช่วงเวลาการเพาะปลูก ในขณะที่ยอดเงินกู้จำกัดเพียง 20,000 บาทต่อปี แต่ชาวนาต้องใช้จ่ายลงทุนในการทำนา 300,000 บาทปีละสองสามครั้ง เมื่อเงินไม่พอ ก็ต้องไปหากู้เงินจากแหล่งอื่นเช่นเดิม

ดังนั้น ควรมีการสนับสนุนระบบบริหารจัดการที่คำนึงถึงการลดต้นทุนประชาชน เช่น การเพิ่มวงเงิน หรือเปิดทำการทุกวันเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวิถีการผลิตของชุมชน

- ระมัดระวังการขยายบริการข้ามพื้นที่

กองทุนชุมชนจำนวนมากมีแนวโน้มการขยายบริการข้ามพื้นที่ระดับตำบลอำเภอ ซึ่งข้อดีคือการทำให้กองทุนชุมชนต้องยกระดับการบริหารจัดการ เช่น ต้องระบบเปิดทำการทุกวัน และมีการนำเทคโนโลยีจากธนาคารพาณิชย์มาใช้

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวก็มีข้อเสียที่พึงระมัดระวัง คือเรื่องความเสี่ยงในการบริหารจัดการเงินกองทุน การทำให้คนในพื้นที่รู้สึกเป็นเจ้าของร่วมน้อยลง และการที่คณะกรรมการมองคนในพื้นที่เป็นลูกค้ามากขึ้น

ข้อมูลจาก
1. ภีม ภคเมธาวี และคณะ, หน่วยจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2546. บทสังเคราะห์วิถีและพลังองค์กรการเงินชุมชน กรณีศึกษาองค์กรการเงินชุมชน 7 กรณีในจังหวัดนครศรีธรรมราช.
2. วีรบูรณ์ วิสารทสกุล, ไม่ปรากฏปีพิมพ์. ความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน: เรื่องย้อนแย้งที่ต้องพิจารณาขององค์กรการเงินรากฐาน.

Comments are closed.