คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2553 ภายหลังเหตุการณ์วิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ โดยมี นพ.ประเวศ วะสี ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการ กล่าวได้ว่านี่เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลหยิบยกเรื่องการปฏิรูปมาพูดคุย และเป็นอีกครั้งที่บ้านเมืองได้ร่วมงานกับคุณหมอประเวศ ผู้ซึ่งมีเส้นทางชีวิตผูกพันอยู่กับเส้นทางสายปฏิรูป และยืนยันเสมอมาว่าประเทศเรากำลังป่วยหนัก

เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี สมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ทีมงาน V-Reform จึงขออนุญาตเข้าพบคุณหมอประเวศเพื่อพูดคุยเรื่องราวการปฏิรูปประเทศไทย ไล่ย้อนไปตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ปัญหาตลอดกาล และแนวทางแก้ไข เรื่อยมาจนถึงโจทย์สำคัญในมุมมองของสมัชชาปฏิรูป และการทำงานท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน

ร่วมทบทวนเส้นทางสายปฏิรูป สรุปบทเรียน และค้นหาปลายทางของบ้านเมืองร่วมกันได้ในบทสัมภาษณ์นี้

นพ.ประเวศ วะสี

รบกวนคุณหมอเล่าประสบการณ์การปฏิรูปที่ผ่านมา รวมถึงอธิบายให้ฟังได้ไหมครับว่าทำไมประเทศไทยต้องปฏิรูปแล้วปฏิรูปอีก?

หากดูประเทศไทยในเชิงประวัติศาสตร์ จะพบว่ามีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนเข้าสู่สังคมปัจจุบันซึ่งมีความซับซ้อนมาก แต่ตลอดเส้นทางเราไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการพัฒนา แล้วเราก็พยายามแก้ไขจุดติดขัด การปฏิรูปจะเกิดขึ้นเมื่อเราตระหนักว่าการแก้ไขเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ผล

ที่ผ่านมาจุดติดขัดสำคัญคือวิธีคิด คนไทยจะคิดเป็นเชิงความดีความชั่วของปัจเจกบุคคล คิดว่าเป็นเรื่องกรรมแต่ชาติปางก่อน เราปฏิรูปกันด้วยวิธีคิดแบบนี้ไม่ได้ เพราะปัญหาต่างๆ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งยากที่จะเข้าใจ ยากที่จะแก้ไข นี่คือที่มาของโจทย์การปฏิรูปที่ว่าเราจะปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ซึ่งคนไทยจะฟังแล้วไม่คุ้น

สำหรับที่ผ่านๆ มา ส่วนตัวเราก็ไม่ได้ชำนาญอะไรแต่เห็นปัญหาต่างๆ แล้วรู้สึกว่ามันหนักหนามาก ก็เกิดความคิดอยากจะปฏิรูปเรื่อยมา ล้มเหลวมาก็มาก เมื่อก่อนหนุ่มๆ เคยคิดปฏิรูปโรงเรียนแพทย์เพราะเห็นว่าน่าจะดีและทำประโยชน์ให้สังคมได้มากกว่านี้ คิดกัน 3 คน แล้วเริ่มจากไปเสนอคณะรัฐมนตรีซึ่งก็เห็นชอบด้วย แต่เขาไม่มีน้ำยาจะทำอะไรต่อ เราจึงเรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วคณะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจ จะเปลี่ยนแปลงอะไรคงยาก

ช่วงหนึ่งก่อน 14 ตุลาฯ พวกเราก็จัดประชุมกันทุกวันเสาร์เพื่อคิดเรื่องระบบสาธารณสุข เห็นกันว่าโรงเรียนแพทย์ไม่ได้ช่วยสนองการแก้ปัญหาของคนยากจนเลย ควรมีโรงเรียนแพทย์แบบใหม่ที่เป็นโรงเรียนแพทย์ชุมชน คนจะเข้าเรียนต้องผ่านการทำงานในชุมชนก่อนแล้วให้ชุมชนคัดเลือกเข้ามาเรียน เรียนแล้วก็กลับไปสนองตอบปัญหาของชุมชน พอดีเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ขึ้น มีการจัดตั้งรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งมีรัฐมนตรีสาธารณสุข 2 คน คืออาจารย์อุดม โปษะกฤษณะ และอาจารย์เสม พริ้งพวงแก้ว ท่านทั้งสองสนับสนุนแนวคิดกลุ่มเรา จึงจัดประชุมกันที่กระทรวงสาธารณสุขทุกวันพุธเพื่อทำหลักสูตรโรงเรียนแพทย์ชุมชน พอข่าวนี้กระจายไปพวกโรงเรียนแพทย์ก็คัดค้าน แล้วก็มีคนไปเขียนโจมตีลงหนังสือพิมพ์ คือโรงเรียนแพทย์ใหม่เราเรียกกันว่าคอมมูนิตี้ เมดิคอลสคูล (community medical school) เขาก็ไปตัดคำว่า ‘ตี้’ ออก แล้วก็ว่าไอ้พวกนั้นจะทำคอมมูน เมดิคอลสคูล (commune medical school) ซึ่งตอนนั้นกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็แรงมาก

ขนาดรัฐมนตรีส่งผมไปสรุปให้นายกรัฐมนตรีฟัง คุยกันสองคน นายกฯ เลี้ยงข้าวกลางวันผม ก็ยังไม่สำเร็จ ขณะนี้ตะวันตกและระดับโลกก็กำลังเสนอแนะว่าต้องปรับการพัฒนาบุคคลากรใหม่ ซึ่งตรงกับที่เราคิดแล้วล้มเหลวเมื่อ 40 ปีก่อน

ที่เล่าให้ฟังเพื่อให้เห็นถึงความยากที่จะทำอะไรดีๆ

ต่อมาก็ช่วง พ.ศ.2537 หลังเกิดเหตุการณ์คุณสุจินดา คราประยูร ทำรัฐประหาร ช่วงก่อนหน้านั้นผมพยายามเสนอว่าเราต้องปฏิรูปหลายเรื่อง ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ เพราะมองว่าปัญหาต่างๆ เชื่อมโยงกัน ทีนี้หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คุณฉลาด วรฉัตร ไปอดข้าวประท้วงหน้ารัฐสภา ประกาศว่าจะอดจนตาย ผมจึงเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์มติชนเข้าใจว่าลงวันที่ 1 หรือ 2 มิถุนายน พ.ศ.2537 ว่าความตายของคุณฉลาดน่าจะนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ตอนนั้นเลือกใช้คำว่า ‘ความตาย’ เพราะกำลังคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นเรื่องอำนาจสูงสุดซึ่งถ้าไม่ถูกต้องบ้านเมืองก็รวนไปหมด จึงเลือกใช้คำที่แรงเพื่อให้คนสนใจ แล้วพอดีช่วงนั้นก็ได้อ่านบทความของอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเป็นบทความยาวต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ในนั้นมีคำว่าปฏิรูปการเมืองผ่านการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เรื่องนี้ก็อยู่ในใจผม

วันรุ่งขึ้นวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2537 คุณมีชัย ฤชุพันธ์ เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์มติชนว่าถ้าจะปฏิรูปการเมืองต้องแก้มาตรา 211 คนก็สนใจกันมาก หมอเหวงก็ยกพวกมาเชียร์ การปฏิรูปการเมืองก็เกิดขึ้น ทีนี้คุณมารุต บุนนาค ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาพยายามจะทำให้คุณฉลาดหยุดอดข้าว จึงประกาศตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย เข้าใจว่าเป็นวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2537 แล้วก็ตั้งหมอประเวศเป็นประธานโดยไม่ได้บอกผม ประกาศไปแล้วค่อยโทรมาบอก หวังว่าจะยุติการอดข้าวประท้วงของคุณฉลาดแต่แกก็ไม่หยุด

เมื่อตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย เราก็เสนอว่าน่าจะเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่เพื่อปฏิรูปการเมือง จึงทำข้อเสนอว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 211 แล้วตั้งคณะกรรมการ ตั้งสมัชชายกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น นี่คือความเป็นมาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ตอนนั้นเป็นเรื่องยากนะ เพราะปกติจะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับต่อเมื่อประเทศแพ้สงครามหรือมีการปฏิวัติ อยู่ๆ จะมาเขียนเป็นไปได้ยาก เราจึงเคลื่อนไหวมากในช่วงนั้น ซึ่งก็นำมาซึ่งการค้นพบสิ่งที่เรียกว่า ‘สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา’ ตอนหลังได้นำไปใช้ในเรื่องต่างๆ มาก เพราะมันตอบคำถามว่าจะทำเรื่องยากๆ ให้สำเร็จได้อย่างไร

นี่คือเรื่องปฏิรูปการเมืองเมื่อช่วงปี พ.ศ.2540 แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้ผลเพราะบ้านเมืองยังวุ่นเรื่อยมา พอดีหลังจากนั้นมีคุณทักษิณ ชินวัตรขึ้นมา เขามีอำนาจมากเพราะมีเงินเยอะและเก่ง สามารถก้าวข้ามรัฐธรรมนูญได้

green-constitue40

รบกวนคุณหมอขยายความแนวคิดเรื่องสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาให้ฟังได้ไหมครับ?

ผมเรียกว่าสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘triangle that moves the mountain’ เรื่องยากๆ ประดุจเขยื้อนภูเขาถ้าใช้สามเหลี่ยมนี้ไปเขยื้อนมันก็จะเขยิบ สามเหลี่ยมมุมแรกคือต้องมีความรู้ ถ้าไม่มีก็ทำอะไรไม่สำเร็จ อย่างในการเคลื่อนไหวเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งเป็นเลขานุการ คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย ก็ไปหานักวิจัย 10 คน มาวิจัย 10 เรื่อง เพื่อประกอบการเขียน มุมต่อมาคือต้องเคลื่อนไหวทางสังคมหรือ ‘social mobilization’ ซึ่งตอนร่างรัฐธรรมนูญเราก็ได้ทำงานกับรัฐเพื่อสื่อสารให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วม อีกมุมคือมุมการเมืองหรืออำนาจรัฐ

หากเราใช้ไม่ครบทุกมุมของสามเหลี่ยมจะไม่ได้ผล เช่น บิล คลินตัน ต้องการปฏิรูประบบบริการสุขภาพของประเทศอเมริกา เขาใช้แค่ความรู้กับอำนาจการเมืองจึงไม่สำเร็จ ในฟิลิปปินส์ เมื่อสังคมโค่นเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แล้วคอราซอน อากีโนขึ้นมามีอำนาจ เขาเชื่อมระหว่างสังคมกับการเมือง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศคือความยากจนและความอยุติธรรม พอผมไปพูดเรื่องสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา คนฟิลิปปินส์บอกเขาเห็นแล้วว่าที่ไม่สำเร็จเพราะเขาใช้แค่สองมุมแต่ขาดความรู้

สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขานี่ตอนหลังเอาไปใช้ในเรื่องต่างๆ หลายเรื่อง เช่นหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ นำไปใช้ในการผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพ ในต่างประเทศเช่นองค์การอนามัยโลกก็มีคนสนใจเรื่องนี้ มีการนำไปลงบทบรรณาธิการวารสารการแพทย์แลนเซต (Lancet) ที่ประเทศอังกฤษ ช่วงหลังเอาไปใช้ในระดับพื้นที่ก็พบว่าดี ใช้ได้หลายระดับ เวลานำไปใช้เราจะดูว่าสามเหลี่ยมในระบบนั้นๆ ประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น ในระบบสุขภาพชุมชม ความรู้ก็มาจากสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลชุมชน สังคมก็คือชุมชน อำนาจรัฐคือองค์กรปกครองท้องถิ่น ถ้าทำงานร่วมกันจะทำเรื่องยากๆ ได้

ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&group=11&month=01-2007&date=14&gblog=11

ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&group=11&month=01-2007&date=14&gblog=11

ย้อนกลับมาที่เรื่องการปฏิรูปการเมืองช่วงปี พ.ศ.2540 โจทย์ในขณะนั้นคืออะไรครับ?

โจทย์คือการสร้างองค์กรอิสระตรวจสอบอำนาจรัฐ และพยายามให้อำนาจแก่ประชาชนมากขึ้น เช่น มีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ก็ถือว่าไม่สำเร็จเพราะยังวุ่นวายเรื่อยมา

ช่วงนั้นคุณหมอให้สัมภาษณ์ว่าอยากเห็นผู้นำที่มีความเป็นผู้นำ คุณหมอใช้คำว่า Leadership ตรงนี้เหมือนจะสำเร็จนะครับ?

ใช่ๆ อย่างที่เรารู้กันว่าหลังปฏิรูปการเมืองก็มีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 แล้วต่อมาก็มีรัฐบาลคุณทักษิณปี 2544 แล้วพอปี 2549 ก็เกิดรัฐประหาร หลังจากนั้นก็อย่างที่เราเห็น

ติดตามตอนที่ 2 และ 3 ได้ที่นี่
สัมภาษณ์: หมอประเวศเล่าเรื่องปฏิรูป (ตอนที่ 2 สังคมเข้มแข็งคือปัจจัยชี้ขาดอนาคตประเทศ)
สัมภาษณ์: หมอประเวศเล่าเรื่องปฏิรูป (ตอนที่ 3 จุดยืนสมัชชาปฏิรูป)
………………………………………………………………………………………….

บทสัมภาษณ์ฉบับดังกล่าว ปรับปรุงจากรายการวิทยุ V-Radio ตอน 23: สำรวจเส้นทางการเขยื้อนภูเขากับหมอประเวศ

Comments are closed.