ที่มา: http://61.19.249.15/rlaw/?p=8320

ที่มา: http://61.19.249.15/rlaw/?p=8320

ติดตามตอนที่ 1 และ 3 ได้ที่นี่
สัมภาษณ์: หมอประเวศเล่าเรื่องปฏิรูป (ตอนที่ 1 ประวัติศาสตร์การเขยื้อนภูเขา)
สัมภาษณ์: หมอประเวศเล่าเรื่องปฏิรูป (ตอนที่ 3 จุดยืนสมัชชาปฏิรูป)

อะไรคือแนวคิดในการจัดตั้งสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2553 ครับ?

กระบวนการปฏิรูปประเทศไทยเกิดก่อนหน้าที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์จะมาประกาศสนับสนุน พวกเราไปเช่าห้องประชุมกันอยู่ทุกเดือนที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ตัวสถาบันไม่ได้เกี่ยวข้อง โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้จัดการประชุมเดือนละครั้ง จัดมาได้ประมาณปีครึ่ง ใช้ชื่อว่าปฏิรูปประเทศไทยแต่ไม่ได้เป็นข่าว

เราระดมคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาในเวทีแล้วเห็นกันว่าต้องปฏิรูป 10 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่หนึ่งคือการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ นี่เป็นระบอบเศรษฐกิจที่ต่างจากระบอบตะวันตกที่เน้น GDP แต่ไม่ประกันว่าคนจะมีอาชีพ ทำให้มีคนว่างงานเยอะมากในอเมริกาและยุโรป การมีสัมมาชีพเต็มพื้นเป็นปัจจัยของความร่มเย็นเป็นสุข เรื่องต่อมาก็เช่นการสร้างชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง การปฏิรูปการศึกษา การสร้างความยุติธรรม การทำเรื่องสิ่งแวดล้อม การสร้างธรรมาภิบาลภาครัฐ การทำเรื่องระบบสุขภาพ แล้วตรงส่วนกลางของกระบวนการปฏิรูปก็มุ่งทำเรื่องการสื่อสารให้ดีเพราะจะเป็นสิ่งเชื่อมโยงทุกเรื่องเข้าด้วยกัน

แนวคิดคือเรามองว่าปฏิรูปการเมืองก็เคยทำไปแล้วแต่ไม่รอด เพราะเรื่องต่างๆ เกี่ยวข้องกันหมด ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การปกครอง สิ่งแวดล้อม พลังงาน อะไรต่อมิอะไร ต้องทำทุกเรื่อง เราจึงเรียกว่าการปฏิรูปประเทศไทย ใครก็เข้ามาได้ เป็นพื้นที่ปลอดภัยและไม่เล่นการเมือง

ทีนี้สมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังเหตุการณ์วิกฤติปี 2553 ก็ประกาศว่าจะปฏิรูปประเทศไทย การปฏิรูปประเทศไทยจึงกลายเป็นเรื่องการเมืองทั้งที่เดิมไม่ได้เป็น และเพราะรัฐบาลมีศัตรูคนจึงมาโจมตีการปฏิรูปประเทศไทยด้วย คนที่เกลียดรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็จะเกลียดตรงนี้ ทั้งที่เดิมเราต้องการให้เป็นกลาง

ก่อนจะคุยกันในรายละเอียดเรื่องสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ขอย้อนถามเรื่องเชิงโครงสร้างนะครับ ว่าตลอดเส้นทางการปฏิรูปในชีวิตคุณหมอ อะไรคือโจทย์ตลอดกาลที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในประเทศไทย?

ถ้าเรานับเรื่องทิฐิเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างก็ถือว่าเป็นเรื่องหนักหนามาก คนไทยและสังคมไทยคุ้นเคยกับการคิดเชิงอำนาจมาเป็น 100 ปี การคิดเชิงอำนาจคือการคิดแบบบนลงล่าง หรือ ‘top-down’ พ่อแม่ก็คิดแบบนี้กับลูก ครูก็ทำกับนักเรียน ทำกันทุกคนทุกงาน เพราะฉะนั้นจึงเกิดสังคมทางดิ่ง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง

สังคมทางดิ่งตรงข้ามกับสังคมทางราบ สังคมทางราบแปลว่าคนมีความเสมอภาค มีภราดรภาพ มีการรวมตัว มีการร่วมคิดร่วมทำ สังคมทางราบเป็นสังคมที่เข้มแข็ง สังคมทางดิ่งเป็นสังคมอ่อนแอ สังคมเข้มแข็งคือปัจจัยชี้ขาดอนาคตประเทศ เพราะเป็นปัจจัยยับยั้งความชั่วร้ายทุกชนิด

ที่มา: http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=5977.0;prev_next=prev

ที่มา: http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=5977.0;prev_next=prev

จะยกตัวอย่างจากเรื่องง่ายๆ เมื่อก่อนบ้านนอกจะมีโจรขโมยควายของชาวบ้าน โจรมีกัน 3-4 คน มีปืนแก๊ปกระบอกหนึ่ง มีจำนวนน้อยกว่าชาวบ้านในชุมชนนะ ถ้าชาวบ้านอยู่แบบตัวใครตัวมันก็จะเป็นเหยื่อ แต่ถ้ารวมตัวกัน มีระบบดูแล ขโมยก็ขโมยไม่ได้ เช่น มีการวางยาม ขโมยมาก็ตีกลองให้คนทั้งชุมชนตื่น นี่เรียกว่าสังคมเข้มแข็ง

ตัวอย่างที่ผมพบจากการทำงานเรื่องชุมชมมานานหลาบสิบปีคือที่อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ที่นั่นมีการให้สัมปทานป่าชายเลนให้คนมาตัดป่าไปเผาถ่านขาย ทีนี้ชาวประมงที่ยากจนซึ่งหากินตามชายฝั่งก็ยิ่งจนลง เพราะปูปลาไม่มีที่อนุบาลและที่อาศัย เขาก็ร้องเรียนกันมาก ทำเป็นจดหมายและหนังสือก็มี ร้องเรียนปากเปล่าก็มี บอกว่ามีเรือประมงขนาดใหญ่เข้ามาใกล้ชายฝั่งซึ่งผิดกฎหมายที่กำหนดว่าห้ามเรือขนาดใหญ่เข้ามาใกล้เกิน 3 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการกวาดของไปหมด ทีนี้ร้องเรียนแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ทำอะไร ชาวบ้านจึงรวมตัวกันทำลูกคอนกรีตแล้วเอาเหล็กแหลมเสียบ เอามาโรยไว้ในเขต 3 กิโลตามกฎหมาย เวลาอวนเข้ามาก็จะถูกเหล็กแหลมเกี่ยวขาด คนที่มามีปืน มีเงิน แต่พอชาวบ้านรวมตัวกันเป็นจำนวนมากก็ทำอะไรไม่ได้อีก หลังจากนั้นชาวบ้านก็เอาปะการังเทียมลง ปลูกหญ้าทะเล ธรรมชาติก็กลับคืน ปูปลาก็กลับมา ผมไปเยี่ยมเขาบอกว่าเดี๋ยวนี้ดีขึ้นเยอะเพราะสามารถรักษาทรัพยากรชายฝั่ง หรือที่ดอยสามหมื่น จังหวัดเชียงใหม่ มีคนมีอิทธิพลมาลักลอบตัดไม้ มีพาหนะ มีปืน มีอุปกรณ์ พอไปเจอชาวบ้านรวมตัวกัน 1,000 คนก็ทำอะไรไม่ได้ นี่คือการรวมตัวของสังคมซึ่งยับยั้งความชั่วร้ายได้

สรุปคือเหมือนมีวัว 100 ตัว เสือมี 1 ตัว เสือมีตัวเดียว ถ้าวัวรู้จักรวมตัวกันเสือก็ทำอะไรไม่ได้ วัวรวมตัวไม่เป็นแต่คนรวมตัวกันได้ กลับมาดูประเทศเรา อยากให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี แต่เรากลับพัฒนาไปทีละเรื่องไม่เชื่อมโยงกัน จึงไม่สำเร็จสักเรื่อง

การสร้างสังคมเข้มแข็งคือปัจจัยชี้ขาดอนาคตประเทศไทย เหนือประเด็นทางการเมืองหรือเศรษฐกิจอย่างนั้นหรือครับ?

ที่ผ่านมาการพัฒนาเศรษฐกิจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ส่วนการเมืองเราพัฒนามา 81 ปี ก็จะฆ่ากันตายอยู่นี่ เขียนรัฐธรรมนูญมา 18 ฉบับ ไม่สามารถทำอะไรได้ ศีลธรรมเราก็สอนกันเยอะแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี คือสังคมเข้มแข็ง

มีงานวิจัยเกี่ยวกับอิตาลีซึ่งเป็นประเทศเดียวแต่เหมือนมีสองประเทศ คือตอนเหนือซึ่งเศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี กับตอนใต้ที่มีลักษณะตรงกันข้าม มีโจร มีมาเฟีย การเมืองก็ไม่ดี ทั้งที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน โรเบิร์ต พุทนัม จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไปวิจัยว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้อิตาลีตอนเหนือและใต้ต่างกัน ก็พบว่าตอนบนมีลักษณะเป็นสังคมเข้มแข็ง ไม่เหมือนของตอนล่างที่เป็นสังคมทางดิ่ง บางเมืองทางตอนใต้เคร่งศาสนาแต่ศีลธรรมไม่ดี เพราะว่ารักพระเจ้าแต่ไม่รักเพื่อนบ้าน นี่คือสังคมทางดิ่ง คนไทยเข้าใจตรงนี้น้อยเต็มที มหาวิทยาลัยก็ไม่เข้าใจตรงนี้ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธศาสนาเป็นของดี แต่ทำไมศีลธรรมเสียมาก ก็เพราะพุทธศาสนาที่จริงๆ แล้วสนับสนุนสังคมทางราบ พอเข้ามาอยู่เมืองไทยกลับถูกโครงสร้างทางดิ่งครอบงำ ดังนั้นถึงเป็นเมืองพุทธศีลธรรมก็ไม่ดี เหมือนคนไทยรักพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นคนดี แต่คนไทยกลับไม่มีศีลธรรม คล้ายคนอิตาลีตอนใต้ที่รักพระเจ้าแต่ศีลธรรมไม่ดี

จุดสำคัญคือเราต้องเปลี่ยนสังคมทางดิ่งให้เป็นทางราบ ไม่เช่นนั้นพยายามเท่าไรก็ไม่มีทางดี อันนี้คือการปฏิรูปที่สำคัญ เรื่องนี้ดูจะทำยากมากเพราะเป็นเรื่องวิธีคิดและโครงสร้าง ระบบการศึกษาก็ไม่ช่วยอะไรเลย ได้แต่ท่องหนังสืออยู่อย่างเดียว เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา คงหวังอะไรไม่ได้ นี่คือปัญหาภาพใหญ่

การปกครองของเรารวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่ส่วนกลางกว่า 100 ปี นำมาซึ่งปัญหาใหญ่ๆ เกือบทั้งหมดของประเทศประมาณ 6 เรื่องด้วยกันเป็นอย่างน้อย เรื่องที่หนึ่งคือทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ เรื่องที่สองคือทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับอำนาจรวมศูนย์ เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญนะ เพราะเป็นวิถีชีวิตของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง เขาอยากจะดำเนินชีวิตตามที่เขาคิดและเชื่อ เพราะฉะนั้นจึงมีความหลากหลายไปตามสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมที่ปัตตานี เชียงใหม่ นครราชสีมา ก็จะไม่เหมือนกันเลย แค่แต่ละตำบลก็ต่างกันแล้ว แต่ละท้องถิ่นจะมีอัตลักษณ์ มีความภูมิใจในศักดิ์ศรีของเขา การส่งเสริมพัฒนาโดยเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งคือการกระจายอำนาจ ถ้าอำนาจรวมศูนย์ไปทำลายศักดิ์ศรีก็จะทำให้เกิดความตึงเครียดในบ้านเมือง แต่ที่ผ่านมาเราไม่ใส่ใจวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย คนไม่เข้าใจ มหาวิทยาลัยก็แสนที่จะไม่เข้าใจ ไปเข้าใจว่าวัฒนธรรมคือการร้องรำทำเพลง ศิลปวัตถุ ความรุนแรงในภาคใต้ก็เกิดจากความไม่เข้าใจแบบนี้

เรื่องที่สามคือทำให้ระบบรัฐอ่อนแอ เพราะใช้อำนาจก็ไม่ต้องใช้ปัญญา ทั้งที่ปัญหาในปัจจุบันมีความซับซ้อน ต้องใช้ความรู้และปัญญา ระบบราชการไทยที่รวมศูนย์ก็ใช้แต่อำนาจสั่งการ แล้วยังมีการเมืองสั่งอีก ระบบรัฐก็อ่อนแอแก้ปัญหาอะไรไม่เป็น เช่น แก้ปัญหาความยากจนและการอนุรักษ์ทรัพยากรไม่ได้ ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมก็ไม่เป็น แก้ปัญหาความรุนแรงก็ไม่เป็น

เรื่องที่สี่และเรื่องที่ห้าคือการรวมศูนย์อำนาจทำให้ปัญหาการคอรัปชั่นและการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองรุนแรงขึ้น เพราะถ้าใครได้ก็กินรวบหมด ถ้าอำนาจกระจายออกไปท้องถิ่นก็จะไม่มีใครอยากมาต่อสู้ที่ตรงนี้ เช่นเราจะไม่เคยได้ยินว่าใครเป็นประธานาธิบดีใครเป็นนายกในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะอำนาจกระจายไปหมดแล้ว ไม่มีใครอยากเป็น เกือบจะต้องจับฉลากกันว่าให้ใครเป็น ประเทศเขาเล็กกว่าเรา มีประชากรประมาณ 6 ล้านคน ก่อนหน้านั้นเคยรวมศูนย์แล้วคอรัปชั่นกันมาก เขากระจายอำนาจออกไปให้ 26 ท้องถิ่น ประชาชนเข้ามามีบทบาทควบคุมอย่างใกล้ชิด เป็นประชาธิปไตยทางตรง บ้านเมืองก็เรียบร้อย คอรัปชั่นก็ทำไม่ได้

เรื่องที่หกคือการรวมศูนย์อำนาจทำให้การรัฐประหารทำได้ง่าย เพราะใช้ทหารไม่กี่ร้อยคนก็ยึดอำนาจได้ ถ้าอำนาจกระจายออกไปที่ท้องถิ่นทั่วประเทศก็ไม่รู้จะไปยึดตรงไหน ประเทศที่กระจายอำนาจจะรัฐประหารไม่ได้ อย่างประเทศอินเดียไม่มีวันเกิดรัฐประหารเพราะอำนาจกระจายไปสู่ท้องถิ่นหมด ที่นี้พอเราตกอยู่ในวงเวียนที่ฝ่ายการเมืองลงทุนมาก ใช้เงินมาก และอาจจะใช้ความรุนแรงด้วย คุณภาพการเมืองไม่ดี ก็เกิดรัฐประหาร ซึ่งทำได้ง่าย แล้วรัฐประหารไปก็ไม่เจอคำตอบ มันก็วนเวียนกันอยู่อย่างนี้

นี่คือปัญหาที่เกิดจากการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศไทยที่ดำเนินอยู่จึงมุ่งปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ เรื่องปฏิรูปจิตใจอะไรต่างๆ เราไม่เอาเพราะมีคนทำอยู่แล้ว

ที่นี้พอจะปฏิรูปโครงสร้างอำนาจก็ลองมาคิดดู คนที่มีอำนาจก็ไม่อยากกระจายอำนาจ พูดเรื่องกระจายอำนาจมานานแล้วไม่ค่อยเกิดผล เราก็เลยมองไปถึงการส่งเสริมชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง แล้วเราก็ไปลองตามดูเพราะเป็นเรื่องใหม่และใหญ่ ก็เห็นจริงว่าคำตอบของปัญหาคือการให้พื้นที่จัดการตนเองและพัฒนาอย่างบูรณาการ คือสามารถจัดการทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องต่างๆ ของเขาได้

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าอำนาจนั้นใครได้มาก็บริหารจัดการไม่ได้ นิสิตนักศึกษาต่อสู้ไล่รัฐบาลทหารไปได้สมัย 14 ตุลาฯ แต่ก็ปกครองไม่ได้ แล้วก็เกิด 6 ตุลาฯ ไปดูที่อียิปต์ตอนนี้ ตอนแรกก็ไล่มูบารัคไป พอมีเลือกตั้งใหม่ก็ไม่พอใจมอร์ซีเพราะบริหารจัดการไม่ถูกใจ คนส่วนหนึ่งก็ต่อต้าน ทหารเข้ามายึดอำนาจคนก็ต่อต้านอีก บ้านเมืองก็วุ่นวายจนเกิดสงครามกลางเมือง ที่อื่นๆ ก็จัดการไม่ได้ทั้งนั้น อเมริกาจัดการไม่ได้เพราะปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมันซับซ้อน อิตาลีเอานักเศรษฐศาสตร์ ชื่อมาริโอ มอนติ มาเป็นนายก เพราะคนบอกว่าไม่เอานักการเมืองแล้วเพราะจัดการอะไรไม่เป็น ก็ไม่ได้ผล ตอนนี้เลือกตั้งใหม่ก็ยังลูกผีลูกคน ที่ฝรั่งเศสเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ทำหน้าที่อยู่ปีหนึ่งก็ดูจะไม่เวิร์ค

อย่างในประเทศอเมริกา ถ้าเราอ่านของ โจเซฟ สติกลิตซ์ ที่ได้รางวัลโนเบล เขาเขียนหนังสือชื่อ ‘The Price of Inequality’ ว่าการพัฒนาต่างๆ ในประเทศอเมริกาเป็นประโยชน์ต่อคนแค่เปอร์เซ็นต์เดียว คนจนไม่ได้ประโยชน์เลย ช่องว่างจึงห่างออกไปเรื่อยๆ แล้วก็เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย ก็เกิดคำถามว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยแล้วทำไมการพัฒนาถึงไม่ได้ผล ก็พบว่าเกิดจากปัญหาเรื่องทุนขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทมาก คนเล็กคนน้อยไม่มีอำนาจและไม่รู้ว่าจะทำอะไร จึงได้แต่รอดูว่าจะมีการจ้างงานหรือเปล่า ถ้าเขาไม่จ้างก็ตกงาน มีงานทำอยู่แล้วถ้าเขาปลดก็ต้องออกจากงาน ไม่มี ‘economic democracy’ มีแต่ ‘political democracy’ คือเลือกตั้งอย่างเดียว ประเทศก็วุ่นวาย

จากตัวอย่างเหล่านี้ เราก็เลยมองไปถึงเรื่องชุมชนจัดการตนเอง เพราะแต่ละชุมชนมีขนาดเล็กและมีอยู่ทั่วประเทศเหมือนเซลล์ของร่างกาย น่าจะช่วยจัดการให้ดีได้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม มีความเป็นอิสระ และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม คุณเป็นมุสลิมหรือคุณเชื่ออะไรก็จัดการตามนั้น คุณเป็นพุทธคุณก็มีทางเลือก

ที่มา: http://www.thepolisblog.org/2010/05/decentralization-for-development.html

ที่มา: http://www.thepolisblog.org/2010/05/decentralization-for-development.html

โจทย์หลักที่คุยกันในสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยมีอะไรบ้างครับ?

สรุปได้ว่ามี 2 เรื่องใหญ่ เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องพื้นที่จัดการตนเอง เรื่องที่สองคือนโยบายสาธารณะที่มาจากการประชุมสมัชชา ขอพูดถึงเรื่องการจัดการตนเองก่อน ที่ผ่านมาพบว่าเรื่องท้องถิ่นจัดการตนเองนั้นโตขึ้น จังหวัดจัดการตนเองก็โตขึ้นมาอีก เวลานี้มีประมาณ 40 จังหวัดเริ่มขับเคลื่อนธรรมนูญการจัดการตนเอง ที่ก้าวหน้าที่สุดคือจังหวัดอำนาจเจริญ คน 15,000 คน จากทั้งหมด 63 ตำบลมารวมตัวกันทำธรรมนูญการจัดการตนเอง พอทำขึ้นมาแล้วก็สร้างความเข้าใจตรงกันและร่วมกันหมด ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด นี่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ ที่อื่นไม่มี อเมริกาไม่มี ยุโรปก็ไม่มี ถ้าจัดการตนเองได้จะป้องกันความรุนแรงได้ พวกที่จัดการไม่ได้ก็จะมีแต่ความรุนแรง อย่างที่อียิปต์ไม่รู้จะไปต่อกันยังไง อเมริกาและยุโรปต่อไปก็จะเกิดเรื่อง

ทีนี้เราไม่รอรัฐบาลกระจายอำนาจ เพราะการจัดการกันเองก็เป็นการสร้างอำนาจในตัวเองอยู่แล้ว ถ้ารอข้างบนกระจายอำนาจก็จะพบว่าหนึ่งเขาไม่กระจายให้ สองเขาไม่รู้จะกระจายอย่างไรเพราะไม่แน่ใจว่าคนรับจะใช้อำนาจเป็นหรือเปล่า เราพูดเรื่องกระจายอำนาจมา 10 กว่าปีแล้วไปไม่ถึงไหน จึงพูดเรื่องการจัดการตนเอง มีที่มาจากแนวคิดของผู้นำชุมชน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่กำลังเดินไปได้ เรื่องนี้ก็เป็นการสร้างสังคมเข้มแข็ง เพราะเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนจำนวนมหาศาลมาร่วมในการจัดการตนเอง

เรื่องที่สองคือข้อเสนอนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นเรื่องยากๆ ทั้งสิ้น แล้วรัฐบาลก็ยังทำไม่ได้ เพราะมาจากโครงสร้างที่มีปัญหาอย่างที่กล่าวไปแล้ว เช่น ข้อเสนอให้กระจายการถือครองที่ดินที่ในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่กับคนรวยกับคนมีอำนาจนั้นเขาจะไม่ทำ เรื่องการปฏิรูประบบภาษีซึ่งไม่เป็นธรรมหรือเรื่องพลังงานก็มีกลุ่มผลประโยชน์มาเกาะกิน ทั้งที่ถ้านโยบายเหล่านี้ถูกต้องคนจะหายจนทั้งประเทศ

เรามีข้อเสนอนโยบายสาธารณะ 3 ครั้ง รวมประมาณ 20 ข้อ ซึ่งร่วมกันทำมาอย่างยากลำบาก ต้องอาศัยข้อมูล วิชาการ นักวิเคราะห์ เพราะถ้านโยบายออกมาโดยไม่ผ่านการใช้ความรู้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ ก็จะมีผลกระทบใหญ่โตมากและกระทบกลับมาที่รัฐบาลอีก เพราะฉะนั้นกระบวนการสร้างนโยบายสาธารณะจึงเป็นกระบวนการที่ทำได้ยาก เราเสนอไว้ ถ้ามีคนมาร่วมกันผลักดันแล้วทำไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดอำนาจขึ้น ซึ่งต่อไปอำนาจของชุมชนท้องถิ่นจะใหญ่มากจนไม่มีอะไรมาทานได้ และเป็นอำนาจที่มีความรู้และเข้าใจเรื่องนโยบาย

ส่วนรูปแบบที่คนจำนวนมากไปชุมนุมเรียกร้องอะไรต่างๆ นั้นเคยทำกันมามากแล้วไม่ได้ผล เมื่อก่อนมีสมัชชาคนจนยกมาล้อมพระนครก็ไม่ได้ผล เพราะคนถูกเรียกร้องกระทำตามข้อเรียกร้องไม่ได้ ก็โกรธแล้วเกิดความรุนแรง ในขณะที่กระบวนการสมัชชาทำประเด็นนโยบายและทำงานเพื่อแก้ปัญหาโดยมีการวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้ ต่อไปต้องปรับกระบวนการประท้วงและกระบวนการเรียกร้องมาเป็นกระบวนการทำนโยบาย

ติดตามตอนที่ 1 และ 3 ได้ที่นี่
สัมภาษณ์: หมอประเวศเล่าเรื่องปฏิรูป (ตอนที่ 1 ประวัติศาสตร์การเขยื้อนภูเขา)
สัมภาษณ์: หมอประเวศเล่าเรื่องปฏิรูป (ตอนที่ 3 จุดยืนสมัชชาปฏิรูป)
………………………………………………………………………………………….

บทสัมภาษณ์ฉบับดังกล่าว ปรับปรุงจากรายการวิทยุ V-Radio ตอน 23: สำรวจเส้นทางการเขยื้อนภูเขากับหมอประเวศ

Comments are closed.