ที่มา: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/16387

ที่มา: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/16387

ติดตามตอนที่ 1 และ 2 ได้ที่นี่
สัมภาษณ์: หมอประเวศเล่าเรื่องปฏิรูป (ตอนที่ 1 ประวัติศาสตร์การเขยื้อนภูเขา)
สัมภาษณ์: หมอประเวศเล่าเรื่องปฏิรูป (ตอนที่ 2 สังคมเข้มแข็งคือปัจจัยชี้ขาดอนาคตประเทศ)

ทำไมกระแสการปฏิรูปครั้งนี้ถึงเงียบหากเทียบกับการปฏิรูปในช่วงปี พ.ศ.2540 หรือช่วงผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า?

เงียบเพราะความขัดแย้งทางการเมืองสูงมาก คนมองอะไรเป็นฝักเป็นฝ่ายไม่สนใจตัวเนื้อหา มุ่งโจมตีอย่างเดียว ถึงเงียบไง ถ้าเขาสนใจเนื้อหาแล้ววิพากษ์มันก็จะไม่เงียบ นี่เขาไม่สนใจ ซึ่งเราก็ว่าดีเพราะจะได้ทำงานแล้วฝากงานเอาไว้

ฝ่ายที่วิจารณ์จะบอกว่าการจัดตั้งกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยในช่วงหลังเหตุการณ์นองเลือดปี พ.ศ.2553 คือการฟอกตัวให้รัฐบาล คุณหมอมองข้อวิพากษ์นี้ว่าอย่างไรครับ?

ถ้าดูประวัติของพวกเราจะเห็นว่าเรื่องการเมืองมันมีสภาพและปัจจัยของมัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าเราสามารถใช้สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา คือความรู้ การเคลื่อนไหวของสังคม และสามารถผลักดันการเมืองมาร่วมแล้วสามารถทำเรื่องดีๆ ได้เราก็ทำหมด มีประจักษ์พยานว่าในสมัยรัฐบาลทักษิณเราก็หยิบยกเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคขึ้นมา ตอนนั้นหมอสงวนก็ทำแล้วรัฐบาลมาร่วมด้วยช่วยกันจนสำเร็จ รัฐบาลได้ประโยชน์เต็มๆ ต่อมาสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์อยากให้เราทำ มาเชิญคุณอานันท์ เชิญผม ถ้าเราปฏิเสธรัฐบาลก็แปลว่าเราถือข้าง เราทำเพราะเราเป็นกลางและไม่เล่นการเมือง แต่คนถือข้างมาว่าเราเลือกข้าง

จากประวัติการทำงานมาอย่างยาวนานเราถือว่าเราเป็นพวกทำงานพัฒนา ทำงานกันมาเป็น 10 ปี เข้าใจกันดีว่าจะเล่นการเมืองไม่ได้เพราะเรามีองค์กร พวกที่จะเล่นการเมืองต้องตัวเปล่าๆ จึงไปโจมตีไปวิจารณ์คนอื่นได้ สำหรับเราไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ทำงานร่วมด้วย ถ้าเล่นการเมืองจะกระทบองค์กรและงานพัฒนา

อีกประเด็นหนึ่งคือฝ่ายวิพากษ์มองว่าสมัชชาปฏิรูปไม่เห็นและไม่สนใจประเด็นปัญหาทางการเมืองเลย คุณหมอเห็นว่าอย่างไรครับ?

เขาไม่รู้ว่าเรื่องที่เราทำคือเรื่องการเมือง เขาไปมองการเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้กันแค่นั้น ซึ่งเราไม่อยากเข้าไปเพราะคิดว่าการต่อสู้แบบนั้นไม่สามารถให้คำตอบอะไร เราต่อสู้กันมานานแล้ว ต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี 2475 ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายก้าวหน้า ทำร้ายกันไปมา เราจึงไปหนุนการจัดการตนเองในแต่ละพื้นที่แทน

การต่อสู้ใช้สติปัญญาน้อย คิดแค่ว่าจะไปโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างไร เป็นการไปด่าไปว่ากัน นั่นคือการเมืองที่เขาว่า แต่การจะพัฒนาให้สำเร็จต้องใช้สติปัญญามากและต้องเห็นความสำคัญของคนอื่นทั้งหมด วิธีคิดจะต่างกันนะ ถ้าคิดแบบการเมือง คิดวิพากษ์แบบนักวิชาการที่ไม่ได้ทำงานพัฒนาคิดสุดโต่งอย่างไรก็คิดได้ จะคิดโหดร้ายก็ได้ พวกเราที่เป็นนักพัฒนาจะคิดอีกแบบว่าถ้าจะทำอะไรให้สำเร็จต้องเห็นความสำคัญของคนอื่น ต้องช่วยกันทำ เราไม่มองแยกส่วน เรียกว่าคิดแบบ ‘inclusive’ นี่ก็ต่างกัน การเมืองที่เขาคิดคือเรื่องการเป็นปฏิปักษ์กัน คิดแต่ว่าคุณเป็นพวกไหน

ที่มา: http://voicelabour.org/

ที่มา: http://voicelabour.org/

รบกวนคุณหมอประเมินความสำเร็จและความล้มเหลวตลอด 3 ปีของสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย?

เราอาจจะไม่ได้ประเมินอะไรแบบนั้น เพราะว่ากระบวนการปฏิรูปเป็นความพยายามของคนจำนวนมากที่เข้ามาร่วมกันทำเรื่องยากและต้องใช้เวลานาน เป็นการก่อรูปเมล็ดพันธุ์ของวิธีคิด เรื่องนี้สำคัญ เพราะอย่างที่ว่าไปแล้วว่าคนไทยไม่ได้คิดเชิงโครงสร้าง นี่ก็เป็นการเปลี่ยนวิธีคิด กระบวนการสมัชชาเป็นของใหม่ที่คนไทยได้รู้จัก เกิดสมัชชาในระดับต่างๆ ทั้งสมัชชาตำบล สมัชชาจังหวัด สมัชชาเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งก็ดีที่คนเข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำเพื่อเปลี่ยนสังคมไทยให้เป็นสังคมทางราบ เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติหรือ ‘interactive learning through action’

กระบวนการแบบนี้เป็นเครื่องมือสำคัญ เราไม่ค่อยรู้จักกันเพราะเป็นสังคมใช้อำนาจ ทั้งที่เรื่องยากๆ ใช้อำนาจจะไม่ได้ผล ฝรั่งที่เจอมาก่อนบอกว่า ‘power is less and less effective’ สมัยคุณทักษิณเป็นนายกใหม่ๆ ผมเคยเตือนตอนคุยกันส่วนตัวว่าสังคมปัจจุบันซับซ้อน ใช้อำนาจจะไม่ได้ผล จะทำให้เกิดสิ่งแทรกซ้อนตามมาวุ่นวาย แล้วก็จะตีกลับมาที่ท่านนายกตกอยู่ในความลำบาก แต่ก็ยากที่คนมีอำนาจจะเข้าใจสิ่งที่เตือน วิธีที่จะเผชิญกับเรื่องยากๆ ต้องเปิดพื้นที่ทางสังคมและเปิดพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง

กระบวนการสมัชชาเป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาที่กว้างขวาง ไม่ใช่เป็นเพราะเรา แต่เป็นเพราะสังคมไทยส่วนต่างๆ กำลังทำอะไรดีๆ กันมาก มีการถักทอกัน เรื่องนี้คนไทยทำมาก่อนที่เราจะปฏิรูปตั้งนานแล้ว ชาวบ้านพยายามค้นหาวิถีชีวิตว่าเป็นอย่างไรจึงจะสมดุล เพราะฉะนั้นอนาคตเมืองไทยจะดีนะ แล้วเราก็มีทรัพยากรต่างๆ มากมาย การขับเคลื่อนตรงนี้จะช่วยไม่ให้เราเป็นแบบอเมริกา แบบยุโรป หรือแบบอียิปต์ ส่วนเรื่องการเมืองเป็นเรื่องชั่วคราว เป็นอนิจจัง ก็ต้องเรียนรู้

ตอนนี้ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะสร้างภาคีพัฒนาประเทศไทยต่อยอดจากสมัชชาปฏิรูป ให้มาร่วมกันพัฒนาหมดทุกฝ่าย

จากที่ฟังมา ถ้าสรุปว่าหัวใจของความเป็นสมัชชาคือการทำหน้าที่เป็นกลไกส่งเสริมเครือข่ายสังคม ไมใช่องค์กรตัดสินชี้ขาดทิศทางการปฏิรูปประเทศไทย สรุปเช่นนี้จะถูกไหมครับ?

มีผู้นำชุมชนพูดดี ซึ่งจริงของเขาว่าการปฏิรูปประเทศไทยนั้นประชาชนจะเป็นผู้ปฏิรูป ไม่ใช่นายอานันท์ ไม่ใช่หมอประเวศ แล้วเขายังบอกอีกว่าประชาชนต้องปฏิรูปสามระดับ หนึ่งคือปฏิรูปจิตสำนึกตัวเอง เห็นตัวเองมีศักยภาพสามารถทำอะไรต่ออะไรได้ สองปฏิรูปองค์กร มีการรวมตัว มีองค์กร มีการจัดการ และสามปฏิรูประดับนโยบาย เขาพูดค่อนข้างครบเลย ต่อไปนี้พวกนี้ก็จะเป็นคนขับเคลื่อนนโยบาย นี่คือประชาธิปไตย เพราะผู้นำชุมชนเขาเก่ง มีความคิด มีอะไรต่ออะไร ไม่ใช่เราที่มีความสำคัญ

พลังพลเมืองปฏิรูปประเทศไทย

มุมมองที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือจิตสำนึกที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ให้กับสังคมเกิดขึ้นมาได้อย่างไรครับ อย่างเช่นคุณหมอเป็นหมอรักษาคนไข้อยู่ดีๆ ทำไมถึงอยากก้าวมารักษาสังคม?

เกิดขึ้นเพราะเห็นความทุกข์ยากของคนไข้และคนจน นึกภาพนะ ทั้งจนด้วยและเจ็บด้วยมันลำบากมากมาย ดูหนักหนาสาหัส เห็นแล้วก็ซึมเข้าไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่นผมอยู่ศิริราช เจอผู้หญิงที่เป็นชาวนามาจากอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก พาลูกสาวที่เป็นโรค SLE ไปหาหมอมาสามโรงพยาบาล ผมถามว่าไปมาตั้งหลายแห่งต้องเสียเงินไปเยอะแล้วสิ เอาเงินมาจากไหน พอถามอย่างนี้น้ำตาแกร่วง บอกว่าไปกู้เขามา 30,000 บาท ต้องเสียดอกร้อยละสิบถัง คือร้อยบาทต้องเสียดอกเบี้ยเป็นข้าว 10 ถัง ถ้า 30,000 บาท ชาวนาก็ไม่เหลืออะไรกินแล้ว นี่คือปรากฏการณ์ชาวนาปลูกข้าวแต่ไม่มีข้าวกินเพราะติดหนี้ เขามาเอาดอกไปหมด คือเราเรียนจากคนไข้และคนยากคนจน ไม่ใช่เรียนแล้วเห็นแต่เรื่องความตาย

ปกติหมอจะไม่ดูความทุกข์ของคน ดูแต่เรื่องไข้ ผมเขียนบันทึกเวชกรรมไทยบทที่หนึ่งตั้งชื่อว่า ‘รักษาไข้หรือรักษาคน’ มีสองพยางค์นะคำว่า ‘คนไข้’ หมอจะเห็นแต่ ‘ไข้’ แต่ไม่เห็น ‘คน’ คนมีมิติทางวัฒนธรรม ทางเศรษฐกิจ หรืออะไรร้อยแปด

เพื่อเข้าใจประเทศไทย ทุกมหาวิทยาลัยน่าจะมีหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ ให้นักศึกษาไปอยู่กับชุมชน ไปอยู่กับชาวบ้าน จะได้เข้าใจและได้เรียนรู้กระบวนการชุมชน แล้วเชื่อมโยงเอาความรู้วิชาการจากมหาวิทยาลัยเข้าไปใช้ในชุมชนได้ด้วย นี่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังลอยตัว ท่องแต่หนังสือ ถ้าพูดต่อก็จะไปเข้าอีกเรื่องคือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา

ติดตามตอนที่ 1 และ 2 ได้ที่นี่
สัมภาษณ์: หมอประเวศเล่าเรื่องปฏิรูป (ตอนที่ 1 ประวัติศาสตร์การเขยื้อนภูเขา)
สัมภาษณ์: หมอประเวศเล่าเรื่องปฏิรูป (ตอนที่ 2 สังคมเข้มแข็งคือปัจจัยชี้ขาดอนาคตประเทศ)
………………………………………………………………………………………….

บทสัมภาษณ์ฉบับดังกล่าว ปรับปรุงจากรายการวิทยุ V-Radio ตอน 23: สำรวจเส้นทางการเขยื้อนภูเขากับหมอประเวศ

Comments are closed.