การเงินชุมชน หรือการเงินฐานราก มีความสำคัญต่อประชาชนในชนบทและผู้มีรายได้น้อย เพราะตอบโจทย์เรื่องความต้องการบริการทางการเงิน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงตามแนวทางปกติ เนื่องด้วยด้วยข้อจำกัดต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผ่านการจัดสวัสดิการ และเป็นเครื่องมือในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมอาชีพ และการศึกษา เป็นต้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาขบวนการการเงินชุมชนได้แพร่ขยายออกไปอย่างมากในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบพึ่งตนเองที่พัฒนามาจากกลุ่มชาวบ้านหรือชุมชนเอง เช่นกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ต่างๆ และแบบกึ่งในระบบ อาทิเช่นกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และสหกรณ์ออมทรัพย์ จนปัจจุบันมีเงินออมรวมกันประมาณ 8 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.6 ของเงินออมทั้งระบบ และมีเงินกู้รวมกันกว่า 8.9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.3 ของยอดสินเชื่อรวมทั้งประเทศ (ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง ปี 2550)

“เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต” จังหวัดตราด คือหนึ่งในต้นแบบกลุ่มการเงินชุมชนที่่นับได้ว่าประสบความสำเร็จ มีดำเนินการมายาวนานกว่า 21 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกรวมกันกว่า 62,000 คน มีเงินหมุนเวียนกว่า 1,300 ล้านบาท และสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างน่าทึ่งโดยการผนวกหลักธรรมเข้ากับการบริหารจัดการ

V-Reform จะนำท่านไปรู้จักกับการเงินชุมชนเชิงลึก ผ่านทัศนะของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต ผู้ก่อตั้งเครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ฯ จังหวัดตราด ผ่านบทสัมภาษณ์ที่จะคลี่ให้เห็นกลไกการจัดการที่ถูกพัฒนาและออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อแก้ปัญหาทางสังคมและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างครบวงจร ซึ่งทั้งหมดบริหารจัดการกันเองโดยชาวบ้านที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเงิน บทสัมภาษณ์นี้จะทำให้เห็นว่า เงินและหลักธรรมจะผสานกันเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ จังหวัดตราด มีความเป็นมาและมีจุดประสงค์อย่างไรคะ?

แนวคิดนี้เกิดขึ้นสมัยอาตมาอยู่ภาคใต้ เห็นจากปัญหาของการจับตัวเรียกค่าไถ่ ก็เลยเกิดแนวคิดว่า ถ้าเราอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่คงจะแก้ปัญหาไม่ได้ จึงปรารภในใจว่าอย่างนี้ต้องรวมคนให้ได้เพื่อเป็นพลังการต่อสู้ ในที่สุดก็เลยไปเสนอตามที่ต่างๆ ได้สนทนากับครูชบยอดแก้ว แล้วตกลงกันว่าน่าจะสอดแทรกใส่หลักธรรมเข้าไปด้วย ก็เลยพยายามคิดว่าอันไหนจะโยงเข้าสู่ธรรมะข้อไหนได้ และธรรมะข้อไหนสามารถจะไปโยงสู่กระบวนการการพัฒนาได้ ต่อมาปี 2533 เลยกลับจังหวัดตราด จึงได้รึเริ่มทำเรื่องนี้กันมา

ในครั้งแรกๆ เราไปพูดให้เขาฟัง ถามคนในหมู่บ้านว่าเดือนนึงซื้อหวยกันไหม ซื้อถึงสิบบาทไหม มีงานสังคมไหม เช่นงานบวช งานแต่งงาน งานศพ แล้วเดือนนึงทำบุญกันมากไหม แล้วจึงบอกเขาว่ามีคนขัดสนยากจนในบ้านเรา เราลองเอามาทำให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน เพื่อร่วมกันพัฒนาอย่างนี้อยากจะทดลองดูไหม เงินที่เคยไปทำอย่างอื่นมากมาย เราทดลองเอามาฝากไว้ใช้แก้ปัญหาขัดสนยากจนของคนอื่น เพราะวันหนึ่ง สิ่งที่เราเคยมีมันอาจจะหมดไปก็ได้ อาจเกิดไฟไหม้ก็ได้ เกิดพายุมาก็ได้ เกิดจากสาธารณะภัยอื่นๆ เกิดภาวะป่วยไข้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่มีใครรู้ ดังนั้นเราน่าจะมีทุนกันดีไหม เริ่มต้นที่ 10 บาท แล้วก็ทดลองอย่างต่ำสิบบาทอย่างสูง 100 บาทต่อคนต่อเดือน คนเห็นด้วยก็เริ่มให้เขาทำเลย

 

ในเมื่อชาวบ้านมีทางเลือกทางการเงินอื่นๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ องค์กรการเงินของรัฐ หรือเงินกู้นอกระบบ พระอาจารย์เห็นช่องว่างอะไรจึงเข้ามาตั้งองค์กรการเงินชุมชนนี้ขึ้นคะ?

สิ่งเหล่านี้มันไกลตัว เพราะจะไปสถาบันการเงินหรือสหกรณ์มันก็อยู่ในเมือง จะไปฝากสิบบาทค่าน้ำมันรถไปกลับมันก็ไม่พอแล้ว เสร็จแล้วเราขัดสนเงินสามพันสี่พันห้าพัน เราจะไปยืมก็ไม่ได้อีก เพราะจะไปบอกว่าเรามีปัญหาแบบนี้ เขาก็ไม่เห็นเพราะมันอยู่ไกลกัน เขาจึงใช้กระบวนการใช้หลักทรัพย์เป็นเกณฑ์ ฉะนั้นเราควรจะเริ่มทำจากสิ่งที่มองเห็น จึงให้เริ่มจับเฉพาะในชุมชน หมู่ใครหมู่มัน ทำเป็นหมู่ๆ ไป ใครมีปัญหาอะไรจะมองเห็นกัน แต่ถ้าไปธนาคารเขาไม่รู้หรอกว่าป่วยหรือไม่่ป่วย อันนี้เป็นช่องว่าง แล้วการไปกู้นายทุนระหว่างที่มีคนป่วยหรือมีเหตุจำเป็นเขารู้ว่านี่ภาวะจำเป็นบีบคั้น เขาสามารถเรียกแพงเท่าไหร่ก็ต้องยอมรับ มันก็ทำให้เกิดช่องว่าง คนทุกข์ก็จะทำให้ทุกข์หนัก คนที่ทุกข์น้อยก็ทุกข์มาก คนที่ทุกข์มากก็ทุกข์มากเข้าไปอีก เราว่าวิธีนี้เราไม่ใช้ ถ้าอย่างนั้นเราเปลี่ยนมาจุนเจือช่วยเหลือกันได้ไหม ถามว่าเราทำกับคนอื่นเราก็ไม่ได้หวังอะไรกลับคืน ทำบุญงานบวช งานแต่งงานตาย กฐิน ผ้าป่า เราก็ไม่ได้หวัง เอามาทำสิบบาทร้อยบาทใครขัดสนก็เอามาช่วยกันได้ จึงเกิดแนวคิดที่คนเห็นด้วย

เงินนอกระบบต่างๆ ถามว่าหมดไหม ไม่หมดหรอก แต่ว่าลดลงเยอะ ถามว่านายทุนที่ปล่อยเงินกู้หมดไหม ไม่หมดแต่มันลดลง แล้วก็ไม่ค่อยมีคนไปกู้เงินในช่วงหลังๆ เพราะเวลาคืนต้องคืนเป็นก้อน แต่เวลาคืนกับกลุ่ม แสนนึงให้ผ่อนเดือนละพันเท่านั้น เพราะฉะนั้นเขาจะสามารถหามาคืนได้ ผ่อนได้ แต่ไอ้นู่นหาพันไปคืนเข้าไม่ได้ก็กลายเป็นเบี้ยหัวแตก เสร็จแล้วสิ้นปีก็หาเงินไปคืนเขาไม่ได้สักที เป็นอย่างนั้นไปตลอดชีวิต ป่วยไข้เมื่อไหร่เขาก็จะยืดที่เอา นี่ก็เป็นวิธีการที่เราไม่ได้ต่อสู้ แต่ไปแนะวิธีว่าถ้าคุณทำแบบนี้มันจะแบ่งเบาภาระลดปัญหาความขัดแย้ง ลดปัญหาเรื่องไม่มีรายได้ ลดปัญหาที่นายทุนจะมาเอาเปรียบครอบงำ จากพลังเงินสิบบาท ร้อยบาท ฉะนั้นแต่ละชุมชนก็จะมีสิบล้านยี่สิบล้านว่ากันไป

 

อะไรคือหลักการแนวคิดสำคัญเบื้องหลังของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์?

เรามองว่าหลักพุทธศาสนาสอนว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” แต่ตอนนี้คนในชุมชนไม่ได้พึ่งพาตนเองกลับไปพึ่งพาสถาบันการเงิน คนเหล่านั้นไม่ใช่พี่ไม่ใช่น้อง เราก็ไม่รู้จัก ฉะนั้นเราจะหวังพึ่งคนนอกก็เหมือนว่าถ้าเราอ่อนล้า อ่อนกำลังที่สุด เป็นเหมือนคนไข้ อาการหนักๆ เข้าเขาก็ต้องเอาออกซิเจนมาเสียบให้เรา แบบนี้ก็ชุมชนเราก็จะแย่ ต้องหาคนนอกมาหนุนเรา ต้องหาทุนจากข้างนอกมาเสริมเรา เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มทำซะตอนนี้ มีทุนตั้งแต่ตอนนี้ ก็เหมือนการออกกำลังกาย เราผู้เป็นเจ้าของแรงยังไงก็ต้องดีกว่าของคนอื่น เขาเรียกว่าสร้างทุนให้ตนเอง ตอนนี้เงินทองเป็นของจำเป็นเกี่ยวข้องกับชีวิต แต่ละเดือนขาดไม่ได้ ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่ายานพาหนะ ค่าการศึกษา เราต้องยุ่งเกี่ยวกับมันตลอดเลา แล้วเราไม่เรียนรู้มัน เราจะอยู่กับมันอย่างไร

 

กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาหนี้สินของชาวบ้านด้วย มีแนวคิดอะไรคะ ทำไมถึงเข้าไปช่วยเหลือ?

ตอนนี้ใช้ฐานกลุ่มสัจจะเข้าไปปลดหนี้ให้ ถามว่าเอามากี่หมื่น เค้าบอกว่าเอามา 50,000 บาท ปีนึงจ่ายดอกปีละ 6,000 บาท แล้วเราถามต่อไปว่าเป็นมาแล้วกี่ปี เขาบอกว่าสิบกว่าปีแล้ว ถ้าคุณจ่ายดอกปีละ 6,000 บาท สิบปี นี่คือ 60,000 บาทแล้วนะ แล้วต้นยังอยู่เท่าเดิมมันคืออะไร ดังนั้นถ้าจะให้เราช่วยจากนี้ไปคุณต้องกู้เงินจากกลุ่มแล้วไปปิดหนี้เลย การกู้จากข้างนอกมันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชนเลย เท่ากับว่าคุณเป็นลูกจ้างทำงานให้นอกหมู่บ้านหมด อันนี้ก็คือวิธีชี้แนะ เอาปัญหามาวิเคราะห์ และเมื่อทุนเรามีก็เปลี่ยนนิสัยคนได้ ตั้งเงื่อนไขว่าจะช่วยเมื่อคุณเปลี่ยนนิสัย ถ้าติดการพนันก็ไม่ช่วย ถ้าขี้เหล้ามายาก็ไม่ช่วย

เราไม่ได้แก้ปัญหาหนี้สินอย่างเดียว แต่แก้ปัญหาความแตกแยกของคนในชุมชนด้วย คนในชุมชนมีความแตกแยกกันสูง แต่ถ้ามันมาจับรวมกัน เดี๋ยวก็ต้องมีเรื่องคุยกัน เมื่อคุยกันแล้วก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน โดยเงื่อนไขธรรมชาติแล้วนั้น ถ้าต้องอยู่ร่วมกันก็ต้องปรับตัว นี่ก็เหมือนกัน เราพยายามทำให้เขาปรับตัวเข้าหากันให้ได้ เพื่ออยู่ร่วมกัน

อะไรคือหลักการการปล่อยกู้ที่นำมาใช้ มีการบริหารจัดการอย่างไรจึงมีหนี้สูญน้อยมาก?

เงินที่เข้ามาเราจะให้ปล่อยกู้เลย ไม่ต้องเข้าสถาบันการเงิน เพราะว่าต้องการให้หัดเรียนรู้บัญชี และต้องการให้เรียนรู้นิสัยคน ให้กู้หนึ่งพัน สองพัน สามพันบาท จนเป็นแสนเป็นล้าน เราก็จะรู้ว่าแต่ละคนนิสัยเป็นอย่างไร ดังนั้นถ้ารู้นิสัยใจคอแล้วก็จะสามารถบริหารจัดการให้ขายใหญ่โตได้ เพราะมันรู้ว่าคนไหนควร คนไหนไม่ควร อันไหนดีอันไหนไม่ดี เรียนรู้กันในชุมชน แล้วก็เรียนรู้ระบบของเงื่อนไขทางสังคมว่าจะค่อยๆ จัดการอย่างไร เพราะมีคนหลายคนแต่เราวางเกณฑ์ให้ไปร่วมกันให้ได้ ด้วยคำนึงถึงความอยู่รอด อันนี้เป็นการสอนให้เขาเรียนรู้

แล้วเราก็บอกว่ากู้เราไม่ต้องการให้กลับไปนอนกิน เมื่อกู้ไปแล้วก็ต้องไปทำงานแล้วเอาเงินมาผ่อนทุกเดือน ไม่ใช่สิ้นปีแล้วเอาเงินมาคืนก็ไม่เอา เพราะอย่างนั้นคุณประมาท ถ้าเกิดไฟไหม้หรือเกิดน้ำท่วมเกิดภัยแล้ง คุณก็ไม่มีเงินมาคืน ฉะนั้นให้คุณไปทำงานทุกวันหาเงินมาคืนเขา อันนี้คือทำให้คุณไม่ว่างงาน คือการเอาเงินไปผลักดันให้คนคิดเรื่องงาน ไอ้งานก็จะไปผลักดันให้เกิดรายได้ เมื่อมีรายได้คนก็เอามาแก้ปัญหา

ในการจัดการเงินกู้เรามีวิธีการบริหารหลายวิธีด้วยกัน ถ้าใครกู้แล้วไม่ส่ง คนค้ำต้องส่ง ถ้ากู้แล้วคนกู้ไม่ส่งคนค้ำไม่ส่ง เราก็เขียนชื่อคนกู้ให้สมาชิกทราบว่าใครกู้ไปแล้วไม่ส่ง ถ้าใครจะกู้ใหม่อยากจะได้เงินต้องไปช่วยกันตาม ถ้าคนไหนขี้เกียจไปตามแต่อยากจะได้เงินก็ต้องหารเฉลี่ยออกแทนคนนั้นไปก่อน จนกว่าจะไปทวงมาได้ แต่ถ้าไม่มีใครตาม เงินก้อนนี้ก็ถือว่าเราออกให้เขาไป ฉะนั้นถ้าเดือนไหนไม่มีใครส่ง เราก็จะไม่ปล่อยเงินกู้ แต่ถ้าชุมชนจะกู้ใหม่มันก็เป็นปัญหา ต้องออกแทนไปเรื่อยๆ ถ้าเกิดเขาไม่ส่ง ส่วนหนึ่งก็จะยึดเงินปันผลมาใช้หนี้จากการกู้ด้วย ถ้าไม่พอก็เอาจากคนค้ำและคนในครอบครัวด้วย เราบอกว่าแก้ปัญหาคนเดียวดีกว่าปล่อยให้ลุกลามไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เราก็พยายามไม่ให้มันผ่านไปโดยไม่ทำอะไร

ถ้าใครกู้แล้วจะพักหนี้ก็ได้ถ้าคนนั้นเสียจริงๆ แต่วิธีการพักของเราจะพักไม่นาน แต่จะมีน้อยมากๆ มีไม่กี่รายทั้งจังหวัด หมายความว่าถ้าเค้ากู้ไปแล้วส่งไม่ไหว วิธีการเราก็บอกว่าให้ผ่อนต้นมาก่อน หลังส่งเงินต้นหมดก็ค่อยส่งดอกเบี้ยหรือค่าบำรุงทีหลัง เรื่องของการติดตามเป็นลายลักษณ์อักษรทางกฎหมาย ถามว่าฟ้องได้ไหม ก็ฟ้องได้ แต่เรื่องฟ้องเราเอาไว้ทีหลัง ถ้าจไม่จำเป็นจริงๆ เราก็ไม่ฟ้อง ถ้าชุมชนไม่ดิ้้นรนด้วยเราก็ไม่ฟ้อง ดังนั้นวิธีการเราก็จะมีหลายวิธี บางทีก็ให้ปฏิญานตนต่อหน้าพระ ถ้าใครโกงเราก็ขอให้มีอันเป็นไป ขอให้เป็นบ้า ขอให้ทำมาหากินไม่ขึ้น แต่ถ้าใครทำดีก็ขอให้ประสบความสำเร็จ มีความเจริญงอกงาม มีความสุข ในฐานะซื่อสัตย์ดี อันนี้ก็เรียกว่าเป็นระบบเชิงจิตวิทยา เพราะคนบางคนนั้นกลัวกฎหมาย เราก็ใช้กฎหมายสัญญา บางคนไม่กลัวกฎหมาย บางคนกลัวทางสังคมเราก็ใช้สังคมเข้ามาจัดการ เราก็จัดเป็นระบบว่าต้องช่วยกันจัดการ ทำให้ไม่ค่อยมีหนี้สูญ ต่างจากสถาบันการเงิน เขามีทนายความอย่างดี มีเงินจ้างทนายชั้นดี แต่ก็แก้ปัญหาไม่ค่อยไหว

 

ทำไมถึงมีการจัดระบบการจัดสวัสดิการสังคมควบคู่ไปด้วยคะ?

เพราะเราคิดว่าทำอย่างจะมีแรงจูงใจทำให้คนทำอะไรต่อเนื่อง เราก็คิดว่าให้เขาทำบุญต่อเนื่อง ก่อนนอนให้กราบพระเอาเงินหนึ่งบาทมาอธิฐานทำบุญช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก พร้อมทั้งตัวเราเอง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในอนาคต จะได้มีทุนสำรองไว้เพื่อดูแลกันเอง ก็เลยเป็นอุบายว่าเป็นการทำบุญ เหมือนเราใส่บาตรไปแล้วก็ไม่คิดจะได้กลับ ฉะนั้นมันมากกว่าหนึ่งบาท หนึ่งบาทเราคิดว่าทำบุญ เอาไปช่วยคนแก่ คนเจ็บ คนตาย คนเกิด ที่เป็นทุกข์อยู่ พร้อมทั้งเราด้วย วันที่เราป่วย ค่าโรงพยาบาลเขาไม่เอาจริง แต่ค่าเดินทางไปกลับถามว่าเขาออกให้หรือเปล่า ระหว่างที่เราไปนั่งเฝ้าอยู่ไม่มีรายได้เลย รายจ่ายทางบ้านเกิดค่าน้ำค่าไฟ มันไม่ได้หยุดยั้ง ระหว่างที่คนไปนั่งเฝ้า ทำอย่างไรถึงจะมีตัวชดเชย ฉะนั้นนอนโรงพยาบาลก็มาเบิกค่ารักษาพยาบาลแล้วก็ไปจ่ายไปกินไปใช้กับคนที่อยู่บ้านได้ นี่ก็เป็นการชดเชยระหว่างแก้ปัญหา ให้มีสวัสดิการของพวกเขา

 

ทำไมถึงมีการกำหนดเพดานเงินออมไว้ไม่เกิน 500 บาทต่อคนต่อเดือน การมีเงินออมเยอะๆ สามารถขยายกองทุนให้ใหญ่โตมากขึ้นได้ไม่ดีหรือคะ? 

การที่มีเงินเยอะก็ดี แต่ดีสำหรับบางคนบางกลุ่ม หมายความว่าถ้าคนนั้นบริหารดี มีความรู้ความสามารถดี มีคนเข้าไปช่วยจัดการดี มีเครื่องมือเครื่องไม้ ก็จะดี แต่สำหรับชุมชน ศึกษาการบัญชีไม่เป็น การบริหารก็ยังไม่เป็น การเขียนบัญชีก็ยังไม่ชำนาญ ถ้าเราเอาเงินมาฝากมากๆ ก็แสดงว่าเหมือนกับเอาคนที่ไม่เป็นการค้าแล้วไปทำการค้า การค้าที่เราตั้งมาใหญ่ก็จะล้มลงในที่สุด ก็คือขาดทุน ฉะนั้นขาดทุน จะไปขยายกลุ่มใหม่ก็ไม่ได้แล้ว เพราะรู้แล้วว่าทำแล้วก็จะล้ม

เรารู้กำลังเขาก็ให้เขาทำตามกำลัง เขามีความรู้แค่นี้ก็ทำแค่นี้ ถึงจะมีความรู้มาก เราก็ให้พยายามทำแบบนี้ นั่นคือสอนให้เขารู้จักอดทน แล้วก็เติบโตตามลำดับ การโตมีสองอย่าง หนึ่งคือการปลูกต้นไม้ มีการเอาเมล็ดมาเพาะพันธุ์แล้วให้มันโตขึ้น สองคือเอาเมโครไปขุดแล้วเอามาปลูก ไอ้โตแบบที่สองนี้ รากแก้วมันไม่มี ฉะนั้นวิธีที่จะเอามาฝากมากๆ แสดงว่าความรู้สึก ความรักความหวงแหนมันไม่ค่อยมี มันมีแต่ว่าจะตักตวงผลประโยชน์ ฝากมากจะเป็นไอ้นั่นเป็นไอ้นี้ หรือจะเอาเงินปันผลมาก ในที่สุดก็จะล้ม

 

ในช่วง 21 ปีที่ผ่านมา เห็นผลการเปลี่ยนแปลงอะไรต่อตัวชาวบ้านและสังคมจากการทำกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์บ้างคะ?

ก็มีหลายคนที่เปลี่ยนแปลง จากคนที่ไม่เคยออมก็ถูกเปลี่ยนแปลงให้ออม คนที่ออมมาแล้วก็บริหารเอง เมื่อก่อนเอาเงินใส่กระปุกแล้วไปฝากกับสถาบันการเงินต่างๆ ยอมขาดทุนเอาเงินออมไปไว้เฉยๆ แล้วกู้เงินเขามาใช้มันก็ขาดทุนทั้งขึ้นทั้งล่อง ค่าน้ำมันรถก็ต้องเสีย ภาวะเงินเฟ้อก็ต้องเสีย ตอนนี้เขาก็มาออมเอง กู้เอง บริหารเอง เอากำไรมาปันผลให้ตัวเอง ป่วยไว้ดูแลตัวเอง ตายไว้ช่วยทำศพ ช่วยเป็นทุนการศึกษาของลูกหลานเขาเอง เอามาพัฒนาพวกเขาเอง อาชีพพัฒนาเป็นอาชีพหลายด้าน ในการซื้อปุ๋ยซื้อยา การต่อรองพ่อค้า เพราะเขามีทุน จะไปทำมาค้าขายก็ได้

จากเดิมที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่ไปมาหาสู่กัน แต่ตอนนี้ไม่ได้ เพราะมันต้องมาร่วมกัน เพราะเงินเอามารวมกันเสร็จแล้วก็เหมือนกับว่าเป็นกงสี ทุกคนต้องมาดูแล รับผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะฉะนั้นถ้าใครทำไม่ดี ก็ต้องช่วยกันแก้ไข ไอ้ที่ดีก็ช่วยกันพัฒนาต่อไป สิ่งเหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลง อาชีพก็เข้มแข็งมากขึ้น ฉะนั้นคนที่มีปัญหาก็ลดลงไป ถ้าใครกินเหล้าเมายาหนักก็หาคนค้ำไม่ได้ ถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรมก็กู้เงินไม่ได้ ไม่มีคนค้ำให้ คนไหนที่พฤติกรรมประวัติไม่ดี ไปติดยาเสพติด ไม่ทำมาหากินก็ไม่มีใครค้ำให้เพราะคนในหมู่บ้านรู้กันหมด ลักเล็กขโมยน้อยก็เปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนจะมีบ้างเพราะอยู่บ้านใครบ้านมัน เดี๋ยวนี้ขโมยแล้วเจอหน้ากันไม่ได้ ก็มีความรู้สึก มีสำนึกที่เปลี่ยนไป

 

วิธีการที่ทำให้กลุ่มมีความยั่งยืนมากว่า 21 ปีคืออะไร?

วิธีที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนได้คือพัฒนาคนให้มีคุณธรรม ถ้าคนมีคุณธรรม ไม่ต้องมีระเบียบอะไรมาก รับรองว่าเขาจะไม่โกง หรือเอาเงินไปเกินก็จะคืน ดังนั้นถ้าคนมีคุณธรรมมันจะไปได้ แต่ถ้าพัฒนาให้คนมีคุณธรรมไม่ได้ อันนั้นก็จะไปเร็ว เพราะฉะนั้นอย่าเอาความรู้ที่ไม่มีคุณธรรมไปใส่เขาอย่างเดียว ต้องเอาความรู้ที่มีคุณธรรม บอกย้ำคุณธรรมไป ถ้าเขาเห็นประโยชน์ร่วมกัน มันก็จะยั่งยืนโดยที่ใครก็ไม่ต้องไปนั่งเฝ้า คุณธรรมเป็นรากฐานสำคัญที่สุด รากฐานนั้นสำคัญ เหมือนการสร้างอาคารสิบชั้นยี่สิบชั้น ถ้าเสาเข็มไม่ดีก็ไปหมด เสาเข็มมันอยู่ใต้รากมองไม่เห็น แต่มันมีความสำคัญมาก ความสำนักความรับผิดชอบความจริงใจมันอยู่ในความรู้สึกของคน มันมองไม่เห็น แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม
ระบบก็ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ คำว่าการเรียนรู้สู่การพัฒนาก็ต้องทำไปเรื่อยๆ เช่นรถยนต์ก็ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ ใช้มือใช้ขา ต่อมาใช้ไฟฟ้า นี่ก็เปลี่ยนไป อันนี้คือการพัฒนาต่อเนื่อง ทีนี้คนก็เหมือนกัน การที่เราไปเรียนรู้แล้วให้เขาพัฒนาต่อเนื่อง คือการเรียนรู้แบบนี้มีปัญหาแบบนี้ขัดข้องแบบนี้เราก็ไปวางระบบใหม่ วางระบบใหม่ให้เขารู้ว่าแบบนี้มันช้า มันไม่ดี แล้วอยากดีกว่านี้หรือไม่ เสนอทางออกแล้วมาร่วมกับเราพัฒนา อย่างนี้จะได้ไม่ทำให้มันช้า พัฒนาให้ดีขึ้น เรียกว่าให้คนดีลากคนไม่ดีไปด้วย ถ้าอยากจะอยู่ต้องพัมนาตามเขา

หมายเหตุ
บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มจากการบันทึกเทปรายการสยามวาระ ตอน การเงินชุมชน คืนวันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 20.25-21.15 น. ทาง ThaiPBS โดยมี ชลณัฏฐ์ โกยกุล เป็นผู้สัมภาษณ์

Comments are closed.