โดย:V-Reformer
วันที่:December 15, 2012

ที่มาภาพ: http://www.dailynews.co.th/article/440/114747

สืบเนื่องจากบทความเรื่อง ‘สรุปสถานการณ์และเหตุผลที่คนไทยควรสนับสนุนการปฏิรูปที่ดิน’ ข้อค้นพบสำคัญหนึ่ง คือที่ดินส่วนใหญ่ในประเทศไทยปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในมือผู้มั่งมีส่วนน้อย ซึ่งมุ่งถือครองเพื่อความมั่งคั่งและเก็งกำไรจากการซื้อขาย ในขณะเดียวกัน ผู้คนตัวเล็กตัวน้อยจำนวนมากกลับไร้ที่ดินหรือมีที่ดินไม่เพียงพอ

สภาพการณ์ข้างต้นสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในบ้านเรา และอาจส่งผลในระยะยาวให้เกิดปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหารเนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถผลิตอาหารเนื่องจากขาดที่ดินทำกิน ดังนั้น การปฏิรูปที่ดินจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนสำคัญที่ประเทศไทยต้องกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะรวมหมู่

รายงานชิ้นนี้มุ่งสรุปข้อเสนอว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ซึ่งเป็นข้อเสนอสำคัญหนึ่งที่คณะกรรมการดังกล่าวพยายามผลักดันก่อนหมดวาระไป

การปฏิรูปที่ดินคืออะไร?

ก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลัก ทีมงาน V-Reform อยากชวนผู้อ่านร่วมหาคำตอบว่าการปฏิรูปที่ดินคืออะไร?

ในเชิงหลักการ ‘การปฏิรูปที่ดิน’ หมายถึงการจัดสรรกระจายทรัพยากรที่ดินใหม่ (Redistribute) ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน 2 รูปแบบ ได้แก่

(1) การปฏิรูปที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Allocative efficiency) โดยแนวทางดังกล่าวมุ่งปล่อยให้ที่ดินเป็นสินค้าเสรี เนื่องจากมีสมมติฐานว่าการเปิดให้ซื้อ-ขายกันอย่างเสรีนี้ จะทำให้ผู้ที่ต้องการลงทุนและพัฒนาที่ดินสามารถซื้อที่ดินจากผู้ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

(2) การปฏิรูปที่ดินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ด้วยการกระจายการถือครองที่ดินให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง แนวทางดังกล่าวไม่ได้มองที่ดินในฐานะสินค้า แต่เห็นว่าที่ดินคือที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย ฐานที่มั่นของภูมิปัญญาวัฒนธรรมชุมชน ดังนั้นจึงควรมีมาตรการแทรกแซงเพื่อให้ที่ดินกระจายสู่มือผู้คนอย่างทั่วถึง และช่วยให้ผู้ถือครองที่ดินรายย่อยสามารถอยู่รอด ไม่ถูกเงื่อนไขแวดล้อมบีบบังคับให้ต้องขายที่ดินเพื่อประทังชีวิต

รายงานชิ้นนี้มุ่งกล่าวถึงเฉพาะการปฏิรูปที่ดินเพื่อความเป็นธรรม เพราะเป็นแนวทางที่สอดรับกับสภาพการณ์การถือครองที่ดินในประเทศไทยที่มีความกระจุกตัวสูง

สำหรับแนวทางการปฏิรูปที่ดิน คุปต์ พันธ์หินกอง อธิบายว่าสามารถแบ่งได้เป็น 3 แนวทาง1 ได้แก่

(1) แนวทางที่อาศัยกลไกตลาดเป็นพื้นฐาน (Market-based policy) ได้แก่ การใช้มาตรการทางภาษีเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการถือครองที่ดินเพื่อเก็งกำไร โดยอาจเก็บเป็นอัตราก้าวหน้าเพื่อจูงใจผู้ที่ถือครองที่ดินโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้คลายที่ดินออกสู่ตลาด

(2) แนวทางที่อาศัยกลไกของรัฐบาล (Government intervention) ได้แก่ การนำที่ดินของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ เช่น ที่ราชพัสดุ ที่ป่า ที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาแจกจ่ายโดยไม่อนุญาตให้มีการขายต่อหรือเปลี่ยนมือเจ้าของ หรือแนวทางการจัดตั้งธนาคารที่ดินซึ่งเป็นหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อเป็นตัวกลางทำหน้าที่บริหารจัดการให้ที่ดินกระจายสู่ประชาชนที่ขาดที่ทำกิน

(3) แนวทางที่อาศัยชุมชนเป็นพื้นฐาน (Community-based policy) ได้แก่ แนวทางโฉนดชุมชน ซึ่งเป็นการรับรองและมอบหมายให้ประชาชนที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่เป็นระยะเวลานาน ร่วมกันเป็นเจ้าของและบริหารจัดการที่ดินกันเอง โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น

แนวทางทั้งสามที่กล่าวไปทำงานสอดประสานกัน กล่าวคือ ภาษีที่ดินจะเป็นเครื่องมือที่บีบให้ผู้ที่ถือครองที่ดินมากเกินความจำเป็นตัดสินใจปล่อยขายที่ดินสู่ตลาด ในขณะที่ธนาคารที่ดินจะอาศัยเงินภาษีที่เรียกเก็บมาซื้อที่ดินที่ถูกปล่อยออกมาแล้วนำไปจัดสรรให้แก่ชาวนา ในขณะที่ระบบโฉนดชุมชน จะสนับสนุนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการ และค้ำประกันว่าที่ดินจะไม่ถูกนำไปขายต่อ

ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ถือเป็นข้อเสนอหนึ่งที่ครอบคลุมแนวทางทั้ง 3 อย่างเป็นระบบ

ข้อเสนอคณะกรรมการปฏิรูปว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร2

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) ชี้ว่าปัญหาขาดที่ทำกินของเกษตรกรเป็นผลมาจากปัญหาระดับความคิด กล่าวคือวิธีคิดแบบทุนนิยมเสรีทำให้เรามองที่ดินเป็นสินค้ามากกว่าเป็นฐานของชีวิต นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากปัญหาระดับโครงสร้าง ได้แก่การให้ความสำคัญกับระบบกรรมสิทธิ์แบบปัจเจกที่ผูกติดกับกลไกตลาด และการครอบครองรวมถึงจัดการที่ดินโดยรัฐที่เบียดขับสิทธิชุมชน

ข้อเสนอของ คปร. ครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ได้แก่ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินระหว่างประชาชนกับรัฐและเอกชน และปัญหาระยะยาว ได้แก่การสร้างแนวทางค้ำประกันว่าเกษตรกรจะมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

ทั้งนี้ คปร. เน้นย้ำว่ากระบวนการปฏิรูปทุกขั้นตอนต้องเปิดให้ภาคเกษตรกรและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยตั้งต้นคิดจากปัญหาที่ประชาชนประสบจริง แล้วอาศัยความรู้และประสบการณ์ของชุมชนท้องถิ่น รวมถึงความมุ่งมั่นของภาคประชาชน ขับเคลื่อนควบคู่ไปกับการปรับปรุงเชิงนโยบายและสถาบัน

ข้อเสนอของ คปร. ว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร มีรายละเอียดโดยสังเขปดังต่อไปนี้

ให้โอกาสและสิทธิคนจนต้องคดีที่ดินเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

ปัญหาขาดแคลนที่ดิน ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องบุกรุกพื้นที่รัฐหรือเอกชนเพื่อถางเป็นที่ทำกิน เกิดเป็นข้อพิพาทฟ้องร้องที่มักจบลงด้วยการลงโทษซ้ำเติมคนตัวเล็กตัวน้อย คณะกรรมการปฏิรูปจึงเสนอให้แก้สถานการณ์ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการให้รัฐหลีกเลี่ยงแนวทางดำเนินการที่เป็นการซ้ำเติมมากกว่าแก้ปัญหา และเพิ่มโอกาสคนจนต้องคดีที่ดินให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

ในเรื่องการให้รัฐหลีกเลี่ยงแนวทางดำเนินการที่เป็นการซ้ำเติมผู้ยากไร้ คปร. เสนอว่า หากเป็นคดีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้มีการลดโทษ พักโทษ และคุมประพฤติ โดยให้ผู้ต้องโทษกลับไปทำการเกษตรในที่ดินเดิม และทำงานเป็นอาสาสมัครการดูแลรักษาทรัพยากรท้องถิ่นแทนการจำคุก หากเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ให้ระงับไว้และให้ผู้ต้องคดีหรือผู้ต้องหาทั้งหมดกลับไปทำการเกษตรในที่ดินเดิม พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครดูแลรักษาทรัพยากรท้องถิ่นจนกว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาแล้วเสร็จ และหากเป็นคดีที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ ให้ระงับการขยายเขตพื้นที่อนุรักษ์ และระงับการจับกุมดำเนินการประชาชนในพื้นที่ความขัดแย้งเดิมที่ไม่ใช่การถางป่าใหม่ รวมถึงระงับการจำกัดการพัฒนาชุมชนขั้นพื้นฐาน

ส่วนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมคดีที่ดินทำกิน คปร. เสนอให้มีการปรับปรุงกองทุนยุติธรรมเพื่อเป็นช่วยเหลือคนจนต้องคดีที่ดินในการประกันตัว สู้คดี และเยียวยาผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ ให้รัฐสนับสนุนสถาบันทางวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทำการศึกษาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินที่ไม่เป็นธรรมและขัดรัฐธรรมนูญ แล้วบังคับใช้โดยไม่เลือกปฏิบัติ ส่วนในกระบวนการพิจารณาคดี ควรมีการประยุกต์ใช้กระบวนการพิจารณาคดีที่หลากหลาย เช่น ให้มีการเดินเผชิญสืบของผู้พิพากษา (ตรวจสถานที่จริง) พิจารณาจากหลักฐานบุคคลหรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย และกระบวนการยุติธรรมชุมชน รวมถึงการสร้างกระบวนการกลั่นกรองคดีในระดับชุมชนและจัดตั้งศาลเฉพาะที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อทำหน้าที่พิจารณาคดี

จากย่อหน้าข้างต้น การปรับปรุงกฎหมายจะเป็นการแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่ต้นทาง ในขณะที่การปฏิรูปกระบวนการพิจารณาคดีคือการแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่ปลายทาง โดยกระบวนการต่างๆ ต้องดำเนินไปโดยมีการสานเสวนาอย่างต่อเนื่องระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจและการผลักดันการปฏิรูปร่วมกัน

การแก้ปัญหาเกษตรกรไร้ที่ทำกินหรือมีที่ดินไม่พอทำกิน

คณะกรรมการปฏิรูปสรุปประเด็นนำเสนอหลัก 5 ประเด็น สำหรับแก้ปัญหาเกษตรกรไร้ที่ทำกินหรือที่ดินไม่พอทำกิน ดังต่อไปนี้

(1) การปฏิรูประบบข้อมูลที่ดินเพื่อการเกษตร ให้ทันสมัย มีเอกภาพ และโปร่งใส เข้าถึง และตรวจสอบได้ง่าย

(2) การปฏิรูปการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร โดยมุ่งแทรกแซงกลไกตลาดเพื่อปองกันการผูกขาดและกระจายที่ดินสู่คนระดับล่าง โดยอาศัยมาตรการการจำกัดการถือครองเพื่อการเกษตรและมาตรการทางภาษี

(3) การปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อการเกษตร โดยให้มีการรองรับระบบกรรมสิทธิ์ชุมชนเพื่อสร้างสมดุลระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน

(4) การปฏิรูปการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร โดยกำหนดพื้นที่การใช้ที่ดินและทรัพยากรให้ได้ดุลยภาพระหว่างเศรษฐกิจ สังคม ระบบนิเวศ และ ให้การคุ้มครองพื้นที่และเกษตรกรายย่อยให้มีความมั่นคง

(5) การปฏิรูประบบการบริหารจัดการที่ดินเพื่อการเกษตร ให้เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้บรรลุ 5 ประการข้างต้นเกิด คปร. มีข้อเสนอต่างๆ ดังต่อไปนี้

- จัดระบบที่ดินเพื่อการเกษตรทั่วประเทศให้เป็นสาธารณะ โดยให้มีการบูรณาการข้อมูลการถือครองที่ดินทั้งข้อมูลการถือครองและข้อมูลแผนที่ทั่วประเทศ ให้มีความแม่นยำ ทันสมัย แล้วเปิดให้เป็นข้อมูลสาธารณะเข้าถึงได้ง่าย จากแต่เดิมที่ข้อมูลการถือครองที่ดินถูกจัดเป็นข้อมูลส่วนตัวจึงไม่ได้รับการเปิดเผย ทั้งนี้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบและวางแผนกระจายการถือครองที่ดิน

- กำหนดเขตการใช้ที่ดินและแผนการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรขึ้นใหม่ โดยให้มีการจัดทำแผนการใช้ที่ดิน โดยแบ่งประเภทที่ดินออกเป็นที่ดินเพื่อการเกษตร พื้นที่เมือง พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่เพื่อคุ้มครองระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม และที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งรวมถึงที่ดินชุมชนดั้งเดิม โดยบูรณาการแผนจากระดับชุมชนซึ่งเกิดขึ้นบนฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เป็นแผนระดับจังหวัดและแผนระดับชาติ ให้แล้วเสร็จใน 1 ปี แล้วออกเป็นกฎหมายว่าด้วยแผนการใช้ที่ดินหลักของประเทศและแผนการใช้ที่ดินระดับชุมชน โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที

ทั้งนี้ ให้หน่วยงานรัฐคืนที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ในขณะที่ธนาคารที่ดินเป็นผู้ทำหน้าที่กระจายที่ดินที่เหมาะแก่การทำการเกษตร

- คุ้มครองที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม โดยออกกฎหมายคุ้มครองที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมเพื่อหยุดยั้งการกวาดซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ราคาที่ดินลดลงง่ายต่อการซื้อคืนโดยรัฐ และเป็นการป้องกันไม่ให้นำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุกระสงค์

- กำหนดเพดานการถือครองที่ดินที่เหมาะสม โดยกำหนดเพดานการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรไว้ที่ครัวเรือนละไม่เกิน 50 ไร่ โดยหากเกษตรกรรวมกลุ่มเป็นองค์กรหรือสหกรณ์ให้ถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยต่อสมาชิกหนึ่งคนไม่เกิน 50 ไร่ หากถือครองเกินจากนี้ให้เก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด

ทั้งนี้ เพื่อให้ที่ดินเพื่อการเกษตรที่มีอยู่อย่างจำกัดกระจายไปยังเกษตรกรรายย่อยอย่างทั่วถึง และมีการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้มีการใช้ที่ดินสร้างเศรษฐกิจในครอบครัวและชนบท รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศและระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมให้เข้มแข็งยั่งยืน

สำหรับเกษตรกรรายใหญ่ที่ถือครองที่ดินกิน 50 ไร่ สามารถทำการเกษตรกรรมของตนต่อไปได้ตราบที่สามารถรับภาระทางภาษี ในขณะที่การทำธุรกิจการเกษตรเชิงพาณิชย์ จะต้องปรับตัวโดยไม่ลงไปแทนที่การผลิตของเกษตรกรรายย่อย แต่ต้องอาศัยการสร้างแรงจูงใจทางการตลาดและทำสัญญาที่เป็นธรรม มีการรับภาระความเสี่ยงอย่างเท่าเทียม

- ให้กรรมสิทธิ์ที่ดินในการทำการเกษตรกับเกษตรกรที่ทำการเกษตรด้วยตนเอง โดยผู้ที่มีสิทธิครอบครองที่ดินเพื่อการเกษตรคือผู้ที่ครอบครองและทำการเกษตรด้วยตนเองเท่านั้น ห้ามไม่ให้ผู้อื่นเช่าซื้อ ปล่อยทิ้งร้าง หรือไม่ใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ โดยใช้มาตรการทางภาษีอัตราก้าวหน้าสูงเป็นเครื่องมือควบคุมการใช้ที่ดิน

สำหรับที่ดินของรัฐที่จัดสรรออกไปตามโครงการจัดสรรที่ดินต่างๆ แล้วมีการเปลี่ยนมืออย่างผิดกฎหมาย ให้รัฐนำหลับคืนมาเป็นที่ดินส่วนกลางแล้วมอบให้ธนาคารที่ดินนำไปจัดสรรต่อไป

- กำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อจัดเก็บภาษีที่ดินที่ถือครองเกินขนาดจำกัดในอัตราก้าวหน้า โดยหากถือครองขนาดต่ำกว่า 10 ไร่ ให้ถือเป็นขนาดที่จำเป็นต่อการทำกินยังชีพ เก็บภาษีร้อยละ 0.03 ถือครองที่ดิน 10-50 ไร่ เก็บ ร้อยละ 0.1 ส่วนที่ดินที่ปล่อยทิ้งร้างหรือเกินเพดาน 50 ไร่ ให้เก็บอัตราก้าวหน้าสูงร้อยละ 5

- จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร โดยให้รัฐจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตรที่มีโครงสร้างการบริหารงานแบบกระจายอำนาจในระดับตำบล จังหวัด และประเทศ เพื่อกระจายความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมไปยังชุมชนท้องถิ่นทุกระดับ

กองทุนธนาคารที่ดินทำหน้าที่ซื้อที่ดินจากผู้ที่ถือครองเกินขนาดจำกัด และที่ดินที่เป็นทรัพย์ประกันหนี้เสียของธนาคารและสถาบันการเงิน เพื่อนำมากระจายไปยังเกษตรกรไร้ที่ทำกินหรือมีที่ไม่พอทำกิน

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีการจัดตั้งสถาบันสำหรับบริหารจัดการที่ดินและกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร มีคณะกรรมการนโยบายที่ดินเพื่อการเกษตรแห่งชาติกำกับทิศทางและยุทธศาสตร์ของกองทุน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีตัวแทนจากกระทรวงเกษตร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กระทรวงการคลัง และตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรที่มีประสบการณ์ด้านการปฏิรูปจัดการที่ดิน จัดหางบกองทุนปีละ 1 แสนล้านบาท เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อเป็นงบสำหรับจัดซื้อและกระจายที่ดินไปให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาให้ได้ประมาณ 1 ล้านครัวเรือน

- จัดตั้งหน่วยงานบริหารจัดการที่ดินและกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับรองอำนาจการบริหารโดยออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และให้รองนายกรัฐมนตรี 1 ท่านเป็นผู้กำกับดูแล ทั้งนี้ ให้มอบหมายให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรเป็นเจ้าภาพดำเนินการ รวมถึงให้มีการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน

หน่วยงานข้างต้น มีหน้าที่อำนวยการ กำกับดูแล และประสานความร่วมมือในระดับนโยบาย จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินระดับภูมิภาคและท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องที่ ในการร่วมคิด วางแผน ตัดสินใจ เพื่อให้แผนที่ออกมาสอดคล้องกับระบบนิเวศน์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำหน้าที่ซื้อที่ดินคืนจากผู้ประสงค์ขายในราคาไม่สูงกว่าราคาประเมิน แล้วนำมาจัดสรรให้เกษตรกรไร้ที่ทำกินหรือมีที่ทำกินไม่พอ โดยวิธีการผ่อนส่งระยะยาว 20 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการทั้งหมดที่กล่าวมาครบ 5 ปี ให้สถาบันฯ จัดทำข้อเสนอปรับปรุงกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร และสถาบันฯ พร้อมจัดทำร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรเสนอต่อรัฐบาลเพื่อรองรับการบริหารจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรในระยะยาวต่อไป

- ปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามแนวทางข้อเสนอทั้งหมดที่กล่าวมา

- สร้างกลไกประกันการสูญเสียที่ดิน เพื่อไม่ให้ที่ดินเปลี่ยนมือไปสู่นายทุน โดยยกเลิกแนวทางที่ไม่เป็นธรรมได้แก่การขายฝากที่ดิน และสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

หมายเหตุ
1. พิจารณา คุปต์ พันธ์หินกอง, 2554. ธนาคารที่ดิน. โครงการการสำรวจองค์ความรู้เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย โดยคณะทำงานเครือข่ายวิชาการเพื่อการปฏิรูป คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป. น.10-14.
2. พิจารณา คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.), 2554. แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง. สำนักงานปฏิรูป: นนทบุรี. น.6-9. และ คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.), 2554. รายงานภาคผนวก รวมเอกสารข้อเสนอและเอกสารทำงานฉบับร่าง. สำนักงานปฏิรูป: นนทบุรี. น.10-18

  1. 1. อ้างอิง.
  2. 2. อ้างอิง 2

Comments are closed.