โดย:V-Reformer
วันที่:August 25, 2013

อ่าน ‘ติดตามมติสมัชชา ติดตามเส้นทางปฏิรูปประเทศไทย กับ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ตอนที่ 1’ ได้ที่นี่

DR Choochai

กล่าวถึงคอขวดไปแล้ว ในทางกลับกัน จากการดำเนินงานที่ผ่านมาคุณหมอเห็นจุดแข็งอะไรบ้างในกระบวนการขับเคลื่อนประเด็นปฏิรูป?

เรื่องที่หนึ่งคือกำลังใจ ถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญ เครือข่าย 239 กลุ่มเครือข่ายที่มาร่วมกันทำงาน เขาเข้ามาร่วมกันทำงานตลอดทั้งปีไม่ใช่แค่ตอนประชุมสมัชชา ทั้งประเด็นปัญหาเรื่องที่ดิน เรื่องทรัพยากร เรื่องชายฝั่งทะเล เรื่องการศึกษา เรื่องคอรัปชั่น เรื่องผู้สูงอายุ เรื่องผู้หญิง อะไรต่างๆ เหล่านี้มีกระบวนการจัดการที่เป็นระบบ มีการทำเอกสารหลัก เอกสารหลักและสมัชชาก็ปรับใช้รูปแบบมาจากองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเอกสารหลักก็ต้องมีการทำข้อมูลและความรู้ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่คนซึ่งเผชิญปัญหาคล้ายๆ กันทั่วประเทศมารวมตัวกันเป็นเครือข่าย มีการจัดการที่เป็นระบบ ตรงนี้ก็เกิดกำลังใจ

เรื่องที่สอง 3 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่ผมเห็นคือความไว้วางใจ เรื่องนี้นักวิชาการในต่างประเทศถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก คิดเป็นต้นทุนทางสังคม (social capital) ที่สูง ภาคประชาสังคมที่มาเชื่อมโยงกันตรงนี้ไม่ต้องใช้เงินเพราะมีความไว้วางใจต่อกัน มีความไว้วางใจต่อคณะกรรมการที่จัดการเรื่องสมัชชาปฏิรูป เขามองว่าคนเหล่านี้ไปเปิดพื้นที่ทางปัญญาและสังคมให้เขาได้ใช้ข้อมูลและความรู้ในการทำงาน แล้วมีการสื่อสารอะไรต่างๆ อย่างกว้างขวางทั้งในเวทีระดับชาติ เวทีเฉพาะประเด็น และเวทีเฉพาะพื้นที่ ตรงนี้ผมคิดว่าเกิดกระบวนการเรียนรู้สูงมาก และทำให้เกิดความไว้วางใจกัน ที่เกิดเพราะคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม แต่ละคนไม่มีฐานการเมืองที่ต้องหาผลประโยชน์ให้ และเขารู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าเราไม่ทำแบบนั้น ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงใดๆ เราเอาประชาชนในพื้นที่หรือที่ประสบปัญหาเป็นหลักในการสะท้อนความเห็นและผลักดันมติ

เรื่องที่สาม ผมคิดว่าเขามองเห็นอนาคตว่าการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายมันต้องมีกระบวนการจัดการ ถ้าปล่อยไปตามยถากรรมก็จะเหนื่อยและยากลำบาก และต้องมีคนมาจัดการเชื่อมเข้าด้วยกันรวมถึงที่สำคัญคือสามารถเชื่อมโยงภาคราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจมาได้ เช่นหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าไม่มีกลไกตรงกลางจัดการก็จะลำบากในการเชื่อม

เรื่องที่สี่ เครือข่ายภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ราชการ ยกระดับการทำงาน เขาใช้ข้อมูลและความรู้ในการทำงานมาก ส่วนการไปประท้วงหรือการไปปิดถนนสิ่งเหล่านั้นบางที่ก็ยังอาจจำเป็นต้องทำในบางสถานการณ์และบริบทเช่นไม่ได้รับความสนใจและเดือดร้อนมาก ซึ่งเขาตัดสินใจกันเอง ทางเราไม่ได้เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนเหล่านี้เห็นคุณค่าจากการทำเอกสารหลักที่นำไปสู่มติ เพราะเอกสารหลักต้องไปทบทวนว่าสถานการณ์หลักที่เจอมีอะไรบ้าง ต้องให้ผู้ที่เดือดร้อนทั้งประเทศมาคุยกันแล้วก็ต้องไปทบทวนว่ามีเครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหาอย่างไรบ้าง ไม่ว่ามาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางภาษี มาตรการทางสังคม มาตรการทางการศึกษา ต่อมาก็ไปดูว่าเครื่องมือที่มีนั้นพอหรือไม่ ถ้าไม่พอก็กลายเป็นข้อท้าทายให้คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข เช่น การไม่กระจายอำนาจ การไม่มีกฎหมาย หรือกฎหมายไม่บังคับใช้ แล้วจึงเสนอทางออก เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการทำงานด้วยกันเองเฉพาะภาคประชาสังคมหรือ NGO จึงไม่พอ ต้องใช้ความรู้หลายทาง เช่นจากทางราชการ อาจารย์โสภณ ชมชาญ ท่านก็สามารถชี้จุดว่าที่ราชการบอกว่าทำไม่ได้ๆ จริงๆ แล้วทำได้อย่างไร นี่เป็นเพราะท่านเป็นข้าราชการที่มีจุดยืนบนความชอบธรรมและผลประโยชน์ของชาวบ้าน หรืออย่างอาจารย์อิทธิพลท่านก็ชี้ช่องได้เพราะทำมาทั้งชีวิตและก็เป็นอาจารย์

เรื่องที่ห้า ประชาชนจำนวนมากยกระดับมุมมองมาเห็นกลไกกระบวนการ มองเชิงระบบ มองทะลุว่านี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างไรและมันติดตรงไหน ที่ผ่านมาเขาต่อสู้แล้วเสียชีวิตไปคนแล้วคนเล่า ผมคิดว่าทิศทางนี้เปลี่ยนให้เขาทำงานเป็นเครือข่ายมากขึ้น รู้ว่าจุดไหนเป็นจุดคานงัด จุดไหนที่จะต้องทุ่มเทเข้าไป สรุปคือมองปัญหาเชิงโครงสร้างออก มองทะลุเพราะมีความรู้และข้อมูลที่ครบถ้วน รวมถึงได้ทำงานกับภาคีที่หลากหลาย

เรื่องที่หก เรื่องนี้เป็นผลจากสมัชชาปฏิรูปสามปีที่ผ่านมาหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ภาคประชาสังคมสื่อสารโดยพึ่งพาสื่อกระแสหลักน้อยลง ใช้การสื่อสารแบบใหม่เปิดพื้นที่แล้วใช้ข้อมูลความรู้แลกเปลี่ยนกันมากขึ้น เรื่องการสื่อสารในโลกออนไลน์นี้ผู้เชี่ยวชาญบอกว่ามี 4 ระดับ ซึ่งผมสังเกตดูกระบวนการเคลื่อนตัวของภาคประชาสังคมในเมืองไทยทำได้ 3 ระดับ แต่ระดับสุดท้ายไม่ค่อยเห็นรูปธรรมเท่าไร ระดับที่ 1 คือการ ‘sharing’ ซึ่งหมายถึงการแชร์ข้อมูลในเฟสบุ๊คหรืออีเมลล์ ระดับที่ 2 คือการสนทนากันผ่านโปรแกรมต่างๆ เช่นโปรแกรมสนทนาเฉพาะกลุ่มซึ่งทำให้เขาได้สื่อสารถึงกัน ระดับที่ 3 คือ ‘collaboration’ หมายถึงการร่วมทำงานกัน เช่น มีการรวมกลุ่ม รวมพลคนไม่กินปลา รวมพลคนไม่เอาเชฟรอน กลุ่มบ้านกรูด กลุ่มผู้ป่วยจากการทำงาน กลุ่มแม่เมาะ กลุ่มไม่เอาแก่งเสือเต้น กลุ่มแม่สะเอียบ และกลุ่มอะไรต่างๆ และระดับสุดท้ายคือ ‘collective action’ หรือการทำงานแบบรวมหมู่ ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดในโลกเสมือนอย่างโลกออนไลน์มาสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริง กล่าวคือมีการกระทำการรวมหมู่ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่ผมเห็นเป็นรูปธรรมคือรวมพลคนไม่เอาเชฟรอน เขารวมกันขนาดที่เชฟรอนต้องถอยถึงจะไม่รู้ว่าถอยจริงหรือเปล่า มีการเปิด www.change.org/th ให้คนไปลงชื่อเรียกร้องสวนสาธารณะ มีการรวมกลุ่มคัดค้านไม่ให้มีการแข่ง F1 ที่ถนนราชดำเนิน หรือสนับสนุนคำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่เอาต้นไม้ไปปลูกทดแทนส่วนที่กรมทางหลวงโค่นไปเพื่อขึ้นเขาใหญ่ อันนี้ก็เห็นความสำเร็จบ้างแต่ก็ยังน้อย

ส่วนระดับที่ 4 ถือว่าเป็นอนาคตของอินเตอร์เน็ต พัฒนาการตรงนี้ในสังคมไทยเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนสังคมอื่นๆ ทั่วโลก เขาสามารถใช้สื่อตัวเองในการสื่อความจริงที่คนบิดเบือนไม่ได้ แล้วสื่อกระแสหลักก็จะมาขานรับถ้าจุดประเด็นติด เช่นกรณีของพระที่อื้อฉาว คลิปอยู่ในโลกออนไลน์แล้วสื่อกระแสหลักก็สนใจเพราะคนในโลกออนไลน์ให้ความสนใจมาก สุดท้ายก็มีกำลังพอที่ทำให้เรื่องนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้าง สมัยก่อนรัฐคุมสื่อ ต่อมาก็เป็นพวกนายทุนเป็นคนคุมและกำหนดสารหรือเนื้อหา จะมอมเมาชาวบ้านก็ได้ จะบิดเบือนก็ได้ แต่ตอนนี้คนข้างล่างเริ่มมีสื่อของตัวเองจึงเริ่มเกิดดุลภาพมากขึ้น คลิปหลุดอดีตนายกรัฐมนตรีคุยกับทหารคนหนึ่งก็เกิดจากพวกนี้ ถ้ามองในทางที่ดีก็เห็นว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี

ผมคิดว่านี่คือห้าหกประเด็นที่เป็นความเติบโตก้าวหน้าของขบวนการที่เรียกว่าสมัชชาปฏิรูปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนเมื่อระเบียบสำนักนายกหมดอายุ เรากำลังคิดวางโครงสร้างกันต่อ อาจมีเลขานุการ ทำงานแบบเครือข่าย หรืออาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบ แต่จากกระบวนการที่ไปติดตามมติมา ผมก็สะท้อนไปในที่ประชุมคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปซึ่งมีอาจารย์หมอประเวศเป็นประธานว่าเครือข่ายโดยเฉพาะเครือข่ายภาคสังคมเขาเห็นคุณค่าและเกือบทั้งหมดอยากให้มีการดำเนินการต่อ ไม่อยากให้หยุดเพราะแค่ไม่มีระเบียบสำนักนายก เขาคิดว่าเราสามารถบริหารจัดการให้เกิดสิงที่จะเรียกว่าสมัชชาปฏิรูป สมัชชาแห่งชาติ หรือชื่ออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งจะช่วยเปิดพื้นที่ทางปัญญาและพื้นที่ทางสังคม มีการทำงานกับข้อมูลความรู้ เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างและเชิงระบบ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นความสำเร็จใน 3 ปีที่ผ่านมา

ที่มา: http://voicelabour.org/ปิดฉากสมัชชาปฏิรูปประเ/

ที่มา: http://voicelabour.org/ปิดฉากสมัชชาปฏิรูปประเ/

ถ้าให้สรุปบทเรียนการปฏิรูป 3 ปีที่ผ่านมา คุณหมอเห็นข้อจำกัดและความผิดพลาดภายในกระบวนการอย่างไร และมีข้อคิดสำหรับผู้ที่จะมาสานต่อการปฏิรูปต่อๆ ไปอย่างไร?

ผมคิดว่าโครงสร้างการทำงานจะต้องเพิ่มเติมและเสริมให้เข็มแข็งเพิ่มขึ้นผ่านการดึง 4 กลุ่มเข้ามาเป็นองค์ประกอบในกระบวนการที่เรียกว่าสมัชชาปฏิรูป กลุ่มแรกคือภาควิชาการ เพราะฉะนั้นที่ประชุมอธิการบดีจะต้องมีการพูดคุยให้เห็นความสำคัญของกระบวนการปฏิรูป ที่ประชุมอธิการบดีทั่วประเทศประชุมกันทุกเดือน ต้องตั้งคำถามกันว่าสถาบันวิชาการทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดได้ดำเนินการตามวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างไรบ้าง ตรงนี้ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำงานหนัก

กลุ่มที่สองคือภาคธุรกิจ ที่ผมบอกไปว่าหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย มาร่วมนั้น เขาร่วมในประเด็นคอรัปชั่นชัดเจน แต่ผมคิดว่าเขาควรจะมีความเข้มข้นขึ้นในการเข้าร่วมกับขบวนการสมัชชาปฏิรูปในประเด็นอื่นๆ ด้วย เนื่องจากภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญเพราะมีความรู้ มีการจัดการ และมีการติดตามประเมินที่มีประสิทธิภาพ นี่ก็เป็นเรื่องที่ดีมากที่เขาเข้ามา เพราะเขาคงทนไม่ได้แล้วจริงๆ เป็นกลุ่มที่มีจิตสำนึกที่ดีและเห็นวิกฤตบ้านเมือง

กลุ่มที่สามคือภาคการเมือง เราปฏิเสธเขาไม่ได้แม้ใครจะไม่ชอบพรรคการเมืองต่างๆ ก็ตาม ส่วนนี้ผมคิดว่ากลไกที่จะต้องดึงเข้ามาให้มากขึ้นกว่าเดิมคือสถาบันพระปกเกล้า เพราะตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการเมืองให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือสภาพัฒนาการเมืองซึ่งก็ได้เข้ามาร่วมกับเราบ้างแล้ว นอกจากนี้ ถ้าดึงคณะกรรมาธิการต่างๆ ของวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาในกระบวนการได้ก็จะเป็นประโยชน์ ที่ผ่านมา ทางการเมืองอาจจะไม่สนใจ ส่วนทางเครือข่ายภาคประชาสังคมก็อาจตั้งข้อสังเกตกับภาคการเมือง แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นกลไกที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลง

กลุ่มสุดท้ายที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือสภาพัฒน์ฯ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว เราเคยไปคุยที่สภาพัฒน์ฯ ว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 กับมติสมัชชามีความสอดคล้องกันหลายประเด็น น่าจะตั้งคณะทำงานวางโครงสร้างในการทำงานร่วมกัน แต่ว่าตอนนี้ก็ยังไม่เกิด ต้องติดตามให้จุดนี้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ผมคิดว่าถ้าปรับโครงสร้างการทำงานให้เข้มข้นมากขึ้นได้ก็จะดีมาก

ติดตาม ‘ติดตามมติสมัชชา ติดตามเส้นทางปฏิรูปประเทศไทย กับ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ตอนที่ 1’ ได้ที่นี่
………………………………………………………………………………………….

บทสัมภาษณ์ฉบับดังกล่าว ปรับปรุงจากรายการวิทยุ V-Radio ตอน 21: ติดตามมติสมัชชา ติดตามเส้นทางปฏิรูปประเทศไทย กับ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์

Comments are closed.