ภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2553 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เชิญผู้ใหญ่ของบ้านเมืองสองท่านที่ได้รับความเคารพนับถือมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการสองชุด และให้ทั้งสองท่านแต่งตั้งกรรมการเพื่อทำหน้าที่ศึกษาแนวทางปฏิรูปประเทศไทย

ท่านแรกคือ คุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย และยุติบทบาทหลังทำงานครบหนึ่งปี อีกท่านคือคุณหมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ซึ่งได้จัดตั้งคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย มีแนวทางการทำงานหลักคือการจัดตั้งสมัชชาจังหวัดและสมัชชาระดับประเทศเพื่อระดมข้อเสนอและการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน

ปีนี้เป็นปีสุดท้ายตามกำหนดวาระของสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ทีมงาน V-Reform จึงถือโอกาสพูดคุยกับ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาปฏิรูป ซึ่งทำหน้าที่ติดตาม ประเมินผล รวมถึงยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันมติต่างๆ เพื่อทบทวนเส้นทางเดินของมติสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยตั้งแต่ต้นทางเรื่อยไปจนถึงอุปสรรคขวากหนามในการดำเนินงาน ตัวอย่างเส้นทางของมติที่น่าสนใจ จุดแข็งจุดอ่อนของกระบวนการปฏิรูป และก้าวต่อไปหลังครบระยะเวลาดำเนินการตามที่กำหนดไว้

เชิญร่วมติดตามเส้นทางมติสมัชชา และทบทวนถนนสายปฏิรูปประเทศไทยได้ในบทสัมภาษณ์นี้

ที่มา: http://prachatai.com/journal/2013/05/46669

ที่มา: http://prachatai.com/journal/2013/05/46669

รบกวนคุณหมอเล่าความเป็นมาของคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาปฏิรูปให้ฟังได้ไหมครับ?

ประเด็นเรื่องการติดตามมติเป็นเรื่องค่อนข้างสำคัญ ในสมัยสมัชชาปฏิรูปครั้งที่ 1 ยังไม่มี แต่พอมีสมัชชาปฏิรูปครั้งที่ 2 ก็เริ่มมีคำถามว่ามติทั้งสองครั้งมีความก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว อยากจะเห็นความสำเร็จ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องตั้งกลไกนี้ ท่านประธานคือท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี ก็ลงนามให้ผมเป็นประธานติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาปฏิรูป มีองค์ประกอบหลักคือเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือผู้แทน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือผู้แทน ซึ่งทั้งสองท่านก็มาประชุมตลอด แล้วก็มีพี่หมอมานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ คุณหมอสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ดร.วณี ปิ่นประทีป และคุณพัชรา อุบลสวัสดิ์

เริ่มแรกเราใช้วิธีทำแผนที่เส้นทางเดินของมติ คือดูว่าแต่ละมติมีหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน เอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วให้เข้ามาร่วมกัน เพราะว่าแต่ละมติมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกภาคีในสังคมไทย สิ่งที่เกิดก็คือกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

สิ่งที่เราค้นพบคือหน่วยราชการบางหน่วยยังไม่รู้เลยว่าแต่ละมติเป็นหน้าที่ของเขาหรือเป็นของอีกหน่วยราชการหนึ่ง เรื่องนี้เราสะท้อนกลับไปว่ามติที่ออกมาต้องมีความชัดเจนว่าผู้รับผิดชอบคือหน่วยงานไหน พอเราได้แผนที่มาแล้วก็มีกระบวนการติดตามมติ นี่คือที่มาที่ไปของแผนการติดตามมติสมัชชาปฏิรูป

ตอนนั้นมันมีปัญหาอะไรจึงเกิดฉุกคิดขึ้นมาว่าต้องมีคณะกรรมการทำหน้าที่ติดตามมติ?

ที่จริงการทำงานอะไรก็ตามต้องมีกลไกติดตามประเมินผล สังคมไทยยังขาดตรงนี้มาก ยกเว้นภาคธุรกิจซึ่งเขามีการติดตามประเมินผลเพราะขาดทุนไม่ได้ ในราชการเราไม่ค่อยมีกลไกนี้ มีผู้ตรวจราชการในกระทรวงต่างๆ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่ายังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจ จริงๆ แล้วจะตั้งคณะกรรมการตั้งแต่มีมติสมัชชาครั้งที่ 1 แต่ตอนนั้นยังยุ่งหลายอย่าง ผมเองก็ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ยุ่งมาก ตอนหลังพอมีมติครั้งที่ 2 ก็จำเป็นต้องดำเนินการ คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีนะ ถ้าไม่มีกลไกในการติดตามเราก็จะไม่รู้เลยว่ามติไปถึงไหนแล้ว เมื่อติดตามถึงจุดหนึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็รู้ว่ามติไปติดที่ตรงไหน อย่างเรื่องหน่วยราชการที่เขาไม่รู้ว่าใครรับผิดชอบ เราก็สะท้อนไปยังคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยว่า มติต่างๆ ต้องชัดเจน ไม่ใช่แค่บอกให้รัฐบาลทำนู่นทำนี่ แต่ต้องกำหนดให้ชัดว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบ

ต่อมาเรามาคิดดูก็อยากเห็นความสำเร็จบ้าง อย่างเรื่องที่ดิน เรื่องชายฝั่งทะเล เรื่องทรัพยากร หรือการคืนความชอบธรรมให้กับคนเล็กคนน้อยที่ตกเป็นผู้ต้องขัง ที่ผ่านมาเรามีมติแต่ไม่มีผลอะไรมาก คณะกรรมการชุดนี้จึงตั้งคณะทำงานเพิ่มขึ้นมาเพื่อไปติดตามมติและทำมติให้เกิดขึ้นจริง เช่นคณะทำงานว่าด้วยที่ดินและทรัพยากรที่มีคุณปรีดา คงแป้น เป็นประธาน มีองค์ประกอบที่ครบถ้วน คือถ้าไปไม่ถึงไหนเราก็ทำเองเลย โดยหานักวิชาการที่รู้จริงในแต่ละเรื่อง เช่นเรื่องที่ดิน อาจารย์อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ท่านก็ตามเรื่องนี้มาตลอดสมัยรับราชการ ตอนนี้ก็เป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ อาจารย์โสภณ ชมชาญ ท่านก็ทำเรื่องที่ดินมาตลอดชีวิตราชการ เกษียณแล้วก็ยังทำต่อ ดร.ดวงมณี เลาวกุล ก็รู้เรื่องภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า เหล่านี้ก็นำมาสู่กฎหมายเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน ธนาคารที่ดิน และภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า

ส่วนเรื่องการคืนความยุติธรรมให้กับชาวบ้านคนเล็กคนน้อย เราก็ได้ ดร.ปกป้อง ศรีสนิท ซึ่งมีความรู้ดีมากมาช่วยทำให้เกิดกองทุนยุติธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับกองทุนจากเดิมที่เป็นระเบียบกระทรวงยุติธรรมให้เป็นพระราชบัญญัติ รวมถึงหาเงินให้เพียงพอช่วยเหลือคนข้างล่าง เพราะในคุกมีผู้ต้องขังซึ่งยังไม่ถูกตัดสินว่าผิดอะไรเลยประมาณ 50,000 คน จากทั้งหมด 200,000 คนเศษ คุกก็แออัด ครบครัวเขาก็เดือดร้อน แต่เดิมเงินของกองทุนยุติธรรมมีน้อย ปีหนึ่งประมาณ 20-30 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2548 หรือ ‘พ.ร.บ.จับแพะ’ มีการชดเชยผู้ที่ถูกขังคุกที่ไม่มีความผิดปีหนึ่งประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งช่วยคนเหล่านี้ได้แค่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด ตอนนั้นเราคิดว่าทำอย่างไรถึงจะมีกองทุนขนาดใหญ่ที่ช่วยผู้คนสองกลุ่มนี้ได้ จึงร่างพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรมขึ้นมา ใช้หลักการของต่างประเทศคือหลัก Solidarity หมายถึงการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความเป็นภราดรภาพ ความเป็นพี่เป็นน้อง เราพบว่าในต่างประเทศขอเงินสัญญาประกันสัญญาละ 3 ยูโร หรือประมาณ 130 บาท เราจึงไปสำรวจกรมธรรม์ของประเทศไทยพบว่ามีอยู่ 53 ล้านกรมธรรม์ จึงคิดว่าถ้าขอ 30-50 บาทต่อกรมธรรม์ต่อปีก็จะได้เงินประมาณ 1,500 –2,500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทประกันก็ไม่เดือนร้อนเพราะคนที่มาทำประกันส่วนใหญ่คือคนที่มีฐานะใช้ได้ เมื่อคนปฏิบัติงานของทางกระทรวงยุติธรรมทราบก็ดีใจมาก ผมคุยกับผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองกองทุนที่มีมาแต่เดิมเขาก็เห็นด้วยหมด

สรุปแล้วจึงเกิดกฎหมายเพื่อคนจนทั้งหมด 4 ฉบับจากมติ หรือ 4 Laws For Poor (ติดตาม ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร (โฉนดชุมชน), ร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน, ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า, ร่างพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม ได้ที่นี่) ซึ่งเกิดจากเราพบว่าลำพังมติมันติดขัด จึงจัดการให้มีการทำขึ้นมา ทีนี้ภาคประชาสังคมอย่าง คุณประยงค์ ดอกลำไย ซึ่งเสียสละต่อสู้เรื่องนี้มาตลอดชีวิตร่วมกับคุณปรีดา คงแป้น ก็เปิดเว็บไซต์ระดมรายชื่อผู้สนับสนุนประมาณล้านรายชื่อ เข้าใจว่าเขาต้องการใช้ตรงนี้เป็นเครื่องมือทำให้สังคมเข้าใจความเดือดร้อนของคนข้างล่างในแผ่นดิน

DR Choochai

ที่มา: http://prachatai.com/journal/2013/05/46669

ที่มา: http://prachatai.com/journal/2013/05/46669

ส่วนบางมติเราก็ไปสนับสนุนหน่วยราชการซึ่งเขาผลักดันมตินั้นได้ดีอยู่แล้ว เช่น ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติสำหรับคนที่ไม่มีประกันสังคม แรงงานนอกระบบ รวมถึงเปิดให้คนไทยสามารถสะสมเงินไว้ใช้เมื่อยามชรา อย่างเรื่องนี้ปรากฏว่าข้าราชการจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังมีความรู้และกระตือรือร้นมาก เขาผลักดันกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติออกมาได้ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ไประงับจึงเสียโอกาสมาก นี่เป็นตัวอย่างมติที่ประสบความสำเร็จแต่มาติดเรื่องการเมือง ตรงนี้ก็เป็นความยากลำบากในการติดตามมติการดำเนินงานตามมติ

คณะกรรมการทำทั้งประเมินผลและลงไปขับเคลื่อนเอง สิ่งที่เห็นแน่ๆ ก็คืออุปสรรค รบกวนคุณหมอสรุปให้ฟังได้ไหมครับว่าบนเส้นทางสายปฏิรูปต้องประสบคอขวดอะไรบ้าง?

ผมคิดว่าคอขวดที่สำคัญส่วนแรกคือเรื่องของวิชาการ นักวิชาการหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยหรืออะไรต่างๆ ควรจะมาทำงานในกระบวนการปฏิรูปเพราะสถาบันวิชาการตั้งขึ้นมาเพื่อตอบสนองพันธกิจของพื้นที่ จึงต้องมีส่วนช่วยในการพัฒนาและแก้ปัญหา แต่ระบบการศึกษาในประเทศไทยก็อย่างที่รู้กันว่าต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ นักวิชาการที่เราไปดึงมามีน้อยมากที่สนใจเรื่องนี้ ระบบทำให้เขาออกมาลำบาก เขาจึงคิดว่าทำอย่างอื่นดีกว่า นี่ไม่กล่าวโทษกันเป็นตัวบุคคลนะ แต่กล่าวโทษที่ระบบ

อีกเรื่องคือหน่วยราชการ เราพยายามทำงานเชื่อมประสานด้วยผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งถ้าเขามาทำงานเชื่อมประสานกับสมัชชา ก็เท่ากับเชื่อมกับเครือข่าย 239 กลุ่มเครือข่ายทั่วประเทศ

ทีนี้ในส่วนของสภาพัฒน์ฯ เขาก็จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่สอดคล้องกับมติสมัชชา เพราะเขารับฟังจากพื้นที่ฐานข้างล่าง และเขาก็อยากเห็นกระบวนการผลักดันแผนให้เกิดขึ้นจริง การเข้ามาของสภาพัฒน์ฯ ก็ทำให้หน่วยงานราชการเข้ามาเชื่อมต่อสมัชชาปฏิรูปได้ดีขึ้น แต่ตรงนี้ก็น่าเสียดายอีก เพราะว่าสภาพัฒน์ฯ เขาก็อยู่ในระบบการเมืองที่ลำบาก เมื่อทางการเมืองตั้งข้อสงสัยหรือไม่เอาสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยเสียแล้ว จะมาร่วมก็ลำบาก เอาเข้าจริงแม้แต่แผนสภาพัฒน์ฯ เองทางรัฐบาลก็ไม่เอามาใช้นะ ตรงนี้ต่างกับสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งสภาพัฒน์ฯ มีบทบาทสูงมาก แผนของสภาพัฒน์ฯ เป็นแผนหลักในการพัฒนาประเทศ แล้วงบประมาณก็ใส่ไปตามนั้น แผนก็เกิดขึ้นจริง มีการกำหนดพื้นที่ยากจนเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ต้องลงไปทำนู่นทำนี่อย่างชัดเจน ตอนนี้พอทางการเมืองเป็นอย่างนี้สภาพัฒน์ฯ ก็ขยับตัวลำบาก

ที่ภาคการเมืองมาบอกว่าสมัชชาปฏิรูปเกิดจากรัฐบาลที่แล้วก็เป็นการเข้าใจผิด เพราะรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นคนริเริ่ม การริเริ่มเกิดจากเครือข่ายภาคประชาสังคมข้างล่างไปบอกเขาว่าเราต้องการมีสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วคุณอภิสิทธ์ก็เห็นด้วย เครือข่ายภาคประชาสังคมจึงเสนอ 2 คน คือท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน และท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี แล้วก็มีการสนับสนุนโดยออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมารับรอง แต่ว่าทั้ง 2 ท่านจะเป็นผู้ตั้งกรรมการเอง รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีส่วนร่วมเรื่องตรงนี้เลย ทำแค่ออกระเบียบสำนักนายกและมีผู้ใหญ่สองท่านมาเป็นหัว ในส่วนท่านอานันท์ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปนั้น พอเปลี่ยนรัฐบาลท่านก็จบภารกิจ โดยฝากผลงานที่ผมคิดว่าเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่มากคือหนังสือเรื่องการกระจายอำนาจ ท่านบอกว่าเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนหรือชุมชน ผมว่าคำนี้เหมาะสม ส่วนท่านอาจารย์หมอประเวศก็สร้างกลไกที่เรียกว่าสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยแล้วทำเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันแล้ว ซึ่งเมื่อสิ้นสุดในเดือนกรกฎาคมก็จะพยายามหาทางวางโครงสร้างต่อไป

ติดตาม ‘ติดตามมติสมัชชา ติดตามเส้นทางปฏิรูปประเทศไทย กับ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ตอนที่ 2’ ได้ที่นี่
………………………………………………………………………………………….

บทสัมภาษณ์ฉบับดังกล่าว ปรับปรุงจากรายการวิทยุ V-Radio ตอน 21: ติดตามมติสมัชชา ติดตามเส้นทางปฏิรูปประเทศไทย กับ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์

Comments are closed.