ในวันนี้ทีมงาน V-Reform ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจสถานการณ์ตลาดหนังสือและพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทย เราอ่านกันมากแค่ไหน อ่านอะไรกันบ้าง สำนักพิมพ์ผลิตหนังสืออะไร หนังสืออะไรขายดี หนังสืออะไรขายไม่ออก ไปร่วมหาคำตอบไปพรัอมกับ v-report ชิ้นนี้ครับ

ที่มาภาพ: http://www.arayanewspaper.com

เรื่องที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในวงการหนังสือบ้านเราขณะนี้คือ การตกลงร่วมกันระหว่างผู้จัดจำหน่ายหนังสือที่ใหญ่ที่สุดสองรายของประเทศ ได้แก่ ซีเอ็ดและอมรินทร์ ว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้าของมูลค่าหนังสือทั้งหมดที่สำนักพิมพ์ต่างๆ ส่งให้กับทางบริษัททั้งสองจัดจำหน่าย คนในวงการหนังสือหลายคนเป็นห่วงว่าหากปล่อยให้บริษัททั้งสองเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว สำนักพิมพ์ขนาดเล็กทั้งหลายจะล้มหายตายจาก และความหลากหลายของหนังสือในประเทศไทยก็จะลดลง ซึ่งนั่นหมายความว่าทางเลือกในการอ่านหนังสือของคนไทยก็จะลดตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ภายหลังจากมีการเจรจากันสามฝ่ายระหว่าง ตัวแทนของสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ตัวแทนของสองบริษัทดังกล่าว และตัวแทนจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ในวันที่ 23 กรกฎาคม จึงได้มีมติให้เลื่อนการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะเริ่มในวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

สืบเนื่องจากเรื่องดังกล่าว ในวันนี้ จะขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจสถานการณ์ตลาดหนังสือและพฤติกรรมการอ่านของคนไทย คนไทยอ่านหนังสือกันมากแค่ไหน อ่านอะไรกันบ้าง สำนักพิมพ์ผลิตหนังสืออะไร หนังสืออะไรขายดี หนังสืออะไรขายไม่ออก ไปร่วมหาคำตอบในบทความชิ้นนี้ครับ

คนไทยอ่านหนังสือกันมากขนาดไหน?

จากข้อมูลการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรไทย ระหว่าง พ.ศ. 2546-2554 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2554 คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือนอกเวลาเรียนหรือนอกเวลาทำงานเฉลี่ย 35 นาทีต่อวัน โดยกลุ่มเด็กและเยาวชนใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ย 40-41 นาทีต่อวัน ส่วนกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุใช้เวลาอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยน้อยกว่า โดยอยู่ที่ 31-32 นาทีต่อวัน

กล่าวได้ว่า ระหว่างปี 2546-2554 โดยภาพรวมแล้วคนไทยมีอัตราการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีประชากรทั่วประเทศที่อ่านหนังสือนอกเวลาเรียนหรือนอกเวลาทำงานเพิ่มขึ้น จาก 61.2% ของประชากรทั้งประเทศ ในปี 2546 เป็น 68.8%ในปี 2554

และหากเราแบ่งอัตราการอ่านหนังสือตามช่วงอายุแล้วจะพบว่า ยิ่งอายุน้อย ยิ่งมีแนวโน้มจะอ่านหนังสือมากขึ้น ในปี 2554 กลุ่มวัยเด็กมีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุดถึง 91.2% รองลงมาคือกลุ่มเยาวชน (77.9%) กลุ่มวัยทำงาน (66.5%) และต่ำสุดคือกลุ่มผู้สูงวัย (43.9%) ตามลำดับ และโดยเปรียบเทียบแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป ทุกกลุ่มมีแนวโน้มจะอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้นแล้ว หากเราแบ่งประชากรตามระดับการศึกษาจะพบว่า ผู้ที่มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มจะอ่านหนังสือมากกว่าผู้ที่มีการศึกษาน้อย โดยผู้ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า 95.3% อ่านหนังสือนอกเวลาทำงาน ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาเลย มีเพียง 9.8% เท่านั้นที่อ่านหนังสือนอกเวลาทำงาน ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้อ่านหนังสือน้อยเนื่องจากอ่านหนังสือไม่ออก

หันมาดูประเภทของเนื้อหาสาระของหนังสือที่คนไทยอ่านมากที่สุด จะพบว่า คนไทยอ่านข่าวมากที่สุด รองลงมาคือสารคดีและความรู้ทั่วไป บันเทิง และความรู้วิชาการตามลำดับ ในขณะที่เนื้อหาประเภทความคิดเห็น การวิเคราะห์ และโฆษณามีผู้อ่านเพียงเล็กน้อย

วงการหนังสือไทยผลิตหนังสืออะไร?

จากข้อมูล “ที่สุดในธุรกิจหนังสือ” ของบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น (จำกัดมหาชน) ซึ่งเป็นผู้รวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับวงการหนังสือรายเดียวของประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติต่างๆ ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

เกี่ยวกับหนังสือออกใหม่ พบว่านับตั้งแต่ปี พศ 2538-2553 มีจำนวนหนังสือออกใหม่และเข้าระบบร้านหนังสือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณเกือบ 5,000 ปก ในปี 2538 เป็นกว่า 15,000 ปกในปี 2553 ทำให้โดยเฉลี่ยแล้วในปีดังกล่าว มีหนังสือเข้าร้านหนังสือโดยเฉลี่ยมากถึง 41 เล่มต่อวัน แม้จะดูมาก แต่หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้วจะพบว่าอัตราการออกหนังสือในประเทศไทยยังน้อยกว่าต่างประเทศอยู่ เช่นในปี 2550 ประเทศเกาหลีใต้ออกหนังสือใหม่ 53,225 ปกต่อปี ส่วนประเทศญี่ปุ่นออกหนังสือใหม่ 77,417 ปกต่อปี

ปัญหาหนึ่งที่สำนักพิมพ์ต่างๆ พบก็คือ หนังสือที่ตัวเองผลิตนั้นไม่มีที่วางในร้านหนังสือ เนื่องจากร้านหนังสือในประเทศไทยส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก และวางหนังสือได้เพียงประมาณ 5,000-10,000 ปกเท่านั้น

ทั้งนี้ หมวดหนังสือที่มีหนังสือออกใหม่มากที่สุดได้แก่หมวด “วรรณกรรม” ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีจาก 2,887 ปกในปี 2550 เป็น 3,493 ปก ในปี 2553 สำหรับหนังสือที่มีการผลิตมากที่สุดในลำดับรองๆ ลงมาได้แก่ หนังสือเด็ก คู่มือเรียนสอบ และหนังสือศาสนาและปรัชญา ตามลำดับ

 

สำหรับหนังสือแปล หมวดหนังสือที่มีหนังสือแปลออกใหม่มากที่สุดยังคงได้แก่ “วรรณกรรม” เช่นกัน โดยเฉลี่ยแต่ละปีจะมีหนังสือวรรณกรรมแปลออกสู่ตลาดหนังสือไทยประมาณ 1,000 ปก ส่วนหนังสือแปลหมวดอื่นๆ ที่มีการแปลออกมาได้แก่ หนังสือเด็ก หนังสือการ์ตูนความรู้ หนังสือจิตวิทยาทั่วไป และหนังสือบริหารธุรกิจ

จะสังเกตได้ว่าทั้งหนังสือทั่วไปและหนังสือแปล หนังสือประเภทที่ถูกผลิตออกสู่ตลาดหนังสือไทยมากที่สุดได้แก่ วรรณกรรม อย่างไรก็ดีการแบ่งหนังสือประเภท “วรรณกรรม” โดยซีเอ็ดนั้น ได้รวมเอาหนังสือประเภทวรรณกรรมอิโรติก และความรักวัยรุ่นเข้าไปด้วย จึงอาจทำให้มีจำนวนมาก และไม่ตรงกับนิยาม “วรรณกรรม” ตามที่หลายๆ คนเข้าใจ จึงกล่าวไว้ในที่นี้เพื่อป้องกันความสับสน

และเช่นเดียวกัน หากเราหันไปดูฝั่งผู้บริโภค หนังสือที่คนไทยซื้ออ่านมากที่สุดก็หนีไม่พ้น วรรณกรรม โดยครองอันดับหนึ่งหนังสือที่คนไทยซื้ออ่านมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา แม้ว่าราคาโดยเฉลี่ยของหนังสือวรรณกรรมจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 177 บาทในปี 2550 เป็น 205 บาทในปี 2553 ก็ตาม สำหรับหนังสือที่คนไทยซื้อรองลงมาได้แก่ หนังสือเด็ก และคู่มือเรียนสอบ ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 และ 3 สลับกันไปมา

เห็นได้ว่า โดยรวมแล้ว หนังสือที่ถูกผลิตออกมาและนักอ่านชาวไทยอ่านมากที่สุดก็คือ วรรณกรรม อย่างไรก็ตาม จากฐานข้อมูล “ที่สุดในธุรกิจหนังสือ” ของซีเอ็ด ยังได้ให้ข้อมูลหนังสือที่ขายดีที่สุดประจำปีเอาไว้ด้วย เราจะมาวิเคราะห์หนังสือที่ขายดีที่สุดในแต่ละปี เพื่อดูว่า คนไทยสนใจซื้อหนังสือประเภทไหนไปอ่านมากที่สุด

จากตารางแสดงอันดับหนังสือขายดีที่สุดประจำปีของซีเอ็ด จะเห็นได้ว่า ประเภทของหนังสือที่มีจำนวนเล่มขายมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับศาสนา การแก้กรรม (สีเหลือง) เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในปี 2548 และปี 2552 หนังสือขายดีที่สุดแห่งปี 10 อันดับแรก เป็นหนังสือประเภทนี้รวมกันถึงครึ่งหนึ่ง ส่วนหนังสือประเภทอื่นๆ ก็มีคละเคล้าปะปนกันไป เช่น วรรณกรรมเยาวชนและการ์ตูนสำหรับเด็ก (สีส้ม) หนังสือคู่มือต่างๆ เช่น คู่มือการใช้คอมพิวเตอร์ คู่มือสอนขับรถ คู่มือการเลี้ยงลูก ฯลฯ (สีฟ้า) และมีหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ (สีเขียว) รวมถึงหนังสือสอนภาษาอังกฤษ (สีชมพู) ติดอันดับเข้ามาบ้าง

อย่างไรก็ดี ข้อมูลทั้งหมดเบื้องต้นล้วนมาจากฐานข้อมูลของบริษัทๆ เดียว นั่นคือบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด มหาชนซึ่งแม้ว่าจะเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังสือรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีฐานข้อมูลของวงการหนังสือที่ใหญ่ที่สุด แต่กระนั้นก็ยังไม่ครอบคลุมและไม่ครบถ้วน อีกทั้งประเทศไทยยังไม่มีฐานข้อมูลของสาธารณะที่จะตอบคำถามว่า ในแต่ละปี คนไทยอ่านหนังสืออะไรบ้าง ซื้ออ่านมากน้อยแค่ไหน อ่านหนังสือจากห้องสมุดมากเพียงใด หนังสือประเภทใดที่เป็นที่ต้องการของผู้อ่านแต่ไม่มีคนผลิตเป็นต้น หากภาครัฐไม่ลงทุนที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะประเมินผลของการอ่านและหนังสือต่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งตอบคำถามที่ว่าหนังสือประเภทใดที่รัฐควรส่งเสริมเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของระบบหนังสือในประเทศไทยไม่ได้มีแค่เพียงปัญหาการไม่มีข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับหนังสือภายในประเทศ แต่ยังมีปัญหาอื่นๆ อีก เช่น การไม่มีห้องสมุดสาธารณะ การขาดแคลนบรรณารักษ์ การขาดองค์กรแปลหนังสือแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่ง จะได้นำเสนอปัญหาต่างๆ เหล่านี้ รวมทั้งแนวทางการปฏิรูปวงการหนังสือไทยในมิติต่างๆ ในโอกาสต่อๆ ไป

Comments are closed.