ที่มาภาพ: http://www.thaifranchisecenter.com/info/show.php?etID=1785

บทความตอนที่แล้ว (รายงาน: การปฏิรูปตลาดทุนกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมฉบับย่อ ตอนที่ 1) เราได้ทบทวนเกี่ยวกับสภาพปัญหาบางประการของตลาดทุนในประเทศไทยที่ทำให้เกิด ‘ความเหลื่อมล้ำภายนอก’ ซึ่งหมายถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เล่นในตลาดทุนกับคนที่ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง กับปัญหา ‘ความเหลื่อมล้ำภายใน’ ซึ่งหมายถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เล่นที่เข้าถึงข้อมูลภายในกับผู้เล่นทั่วไป

บทความตอนนี้เราจะพูดถึงข้อเสนอปฏิรูปตลาดทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อพูดถึงตลาดทุน หลายคนอาจเห็นว่าเราควรให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเป็นอันดับแรก จึงควรสนับสนุนการแข่งขันโดยเสรีเพื่อให้ตลาดเกิดประสิทธิภาพเต็มที่ ดังนั้นความเหลื่อมล้ำจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

แนวคิดในย่อหน้าข้างต้นมาจากมุมมองที่ว่าเราจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ‘ประสิทธิภาพ’ กับ ‘ความเป็นธรรม’ แต่ในความเป็นจริง ตลาดทุนต้องมีความเป็นธรรมก่อนจึงจะมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง เนื่องจากความเป็นธรรมเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของระดับธรรมาภิบาลในตลาด เพราะจะทำให้ราคาหุ้นสะท้อนข้อมูลอย่างครบถ้วนและเที่ยงตรง อันเป็นหัวใจของการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในตลาด และเป็นตัวชี้วัดสำคัญของประสิทธิภาพ

ความเชื่อมโยงระหว่างประสิทธิภาพและความเป็นธรรมแสดงเป็นแผนภาพได้ดังต่อไปนี้

สำหรับการปฏิรูปตลาดทุนไทยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ มีข้อเสนอดังต่อไปนี้

มาตรการลดความเหลื่อมล้ำ ‘ภายนอก’ ตลาดทุน

- รัฐควรออกกฎหมายการจัดเก็บภาษีผลได้จากทุน (capital gains) เพื่อบรรเทา ‘ความเหลื่อมล้ำภายนอก’ โดยบรรเทา ‘ความเหลื่อมล้ำภายใน’ ด้วยการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า คือรายได้สูงเก็บมาก รายได้ต่ำลงมาก็เก็บในอัตราลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได นอกจากนี้ ควรเก็บภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจาก “หุ้นเก่า” ที่เจ้าของเดิมตกลงกับผู้ซื้อนอกตลาด แต่นำมาเคาะขายในตลาดหลักทรัพย์คราวละมากๆ (กระดาน Big Lot) เพื่อหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีเงินได้ และอาจยกเว้นภาษีสำหรับผู้มีรายได้น้อย (เช่น ขายหุ้นมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาท) รวมถึงกำหนดอัตราภาษีให้เอื้อต่อนักลงทุนระยะยาว เพื่อรักษาประโยชน์ของตลาดทุนในฐานะแหล่งเงินออมที่สำคัญของคนหมู่มาก และรักษาความสามารถในการแข่งขัน

- ขจัดลักษณะถดถอย (regressive) ของนโยบายภาษีที่เกี่ยวกับตลาดทุนให้เป็นลักษณะก้าวหน้า (progressive) ให้ได้มากที่สุด และขจัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มอบให้กับบริษัทจดทะเบียน

- ป้องกันการถูกครอบงำด้วยการเร่งแปลงสภาพตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นบริษัทมหาชน และเปิดเสรีธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ตามแผนพัฒนาตลาดทุน เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสร่วมเป็นเจ้าของตลาดหลักทรัพย์โดยตรง

- พิจารณาใช้ตลาดทุนเป็น ‘เครื่องมือ’ เชิงรุก (proactive) ในการบรรเทาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เช่น ออกหน่วยลงทุนเพื่อผู้มีรายได้น้อย คล้ายสลากออมสินของธนาคารออมสิน หรือกองทุนทรัสต์เพื่อชาวมาเลย์พื้นเมืองของมาเลเซีย หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือไปรษณีย์ ราคาหน่วยละ 10-20 บาท และรัฐอาจรับภาระค้ำประกันเงินต้น เพื่อเพิ่มโอกาสที่ผู้มีรายได้น้อยจะได้มีส่วนแบ่งผลตอบแทนจากตลาดทุน

มาตรการลดความเหลื่อมล้ำ ‘ภายใน’ ตลาดทุน

- พิจารณาแก้กฎหมายให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีอำนาจกึ่งตุลาการ (quasi-judicial powers) โดยเฉพาะอำนาจลงโทษทางแพ่ง เพื่อความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการบังคับใช้กฎหมายมากกว่าที่แล้วมา และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการยอมความจ่ายค่าปรับตามจำนวนแลกกับการไม่ต้องรับผิด อันเป็นบรรทัดฐานสากลในการบังคับใช้กฎหมายหลักทรัพย์ (ข้อนี้เป็นมาตรการหนึ่งในแผนพัฒนาตลาดทุนไทย ปี 2553-2557 แต่ยังไม่บรรลุผล)

- ปรับปรุงกลไกที่จะเอื้ออำนวยให้นักลงทุนโดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย สามารถฟ้องร้องเรียกความเสียหายจากผู้กระทำผิดได้อย่างสะดวกและมีต้นทุนต่ำ เช่น เร่งออกกฎหมายการดำเนินคดีแบบกลุ่ม (class action law) ซึ่ง ก.ล.ต. เคยยกร่างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่ยังไม่มีรัฐบาลใดเคยเสนอเข้าสู่สภา

- พิจารณาแก้ไขนิยามของ ‘บุคคลที่เกี่ยวข้องกัน’ ตามมาตรา 258 ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ให้ครอบคลุม ‘นอมินี’ และ ‘เจ้าของหุ้นที่แท้จริง’ เพื่อป้องกันกผู้เล่นใช้นอมินีซื้อขายหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงกฎกติกาบางประการ โดยอาจใช้กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (Securities Exchange Act of 1934) เป็นต้นแบบ ซึ่งนิยาม ‘เจ้าของหุ้นที่แท้จริง’ ครอบคลุม บุคคลที่มีสิทธิในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งสิทธิในการออกเสียง สิทธิอำนาจในการลงทุน

หากบุคคลใดที่จัดตั้งหรือใช้รูปแบบทรัสต์ ตัวแทนออกเสียง (proxy) หนังสือมอบอำนาจ ข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ หรือสัญญาหรือข้อตกลงใดๆ ก็ตาม ที่มีจุดประสงค์เพื่อแบ่งแยกหรือก่อให้เกิดการแบ่งแยกหุ้นที่บุคคลรายนั้นถืออยู่เพื่อหลบเลี่ยงหน้าที่การรายงาน ต้องนับรวมหุ้นเหล่านั้นเป็นหุ้นของผู้ถือหุ้นที่แท้จริงด้วย และการนับหุ้นของผู้ถือหุ้นที่แท้จริงจะต้องนับรวมหุ้นที่บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้มาภายใน 60 วัน เช่น โดยการใช้สิทธิภายใต้ใบสำคัญแสดงสิทธิ หุ้นกู้แปลงสภาพ หรืออำนาจการยกเลิกทรัสต์ บัญชีเฉพาะ หรือข้อตกลงอื่นๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการรายงานด้วย

- กำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่แท้จริงที่ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 5 มีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลขั้นต่ำดังต่อไปนี้ต่อสาธารณะตัวตน ที่อยู่ สัญชาติ ที่มา และจุดประสงค์ในการเข้าครอบครองหุ้น ที่มาของเงินที่ใช้ในการซื้อหุ้น รวมทั้งตัวตนของเจ้าหนี้ในกรณีที่ใช้แหล่งเงินกู้ ยกเว้นในกรณีที่เจ้าหนี้ของผู้ถือหุ้นที่แท้จริงเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการ แผนการขายทรัพย์สิน ควบรวมกิจการ หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจัดการหรือวิธีการดำเนินธุรกิจหลักในสาระสำคัญ หากผู้ซื้อมีจุดประสงค์ที่จะครอบครองกิจการ จำนวนหุ้นที่ครอบครองและที่มีสิทธิจะครอบครอง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม (เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิ (warrant), stock option, ฯลฯ) และ ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน เช่น การโอนหลักทรัพย์ สัญญาร่วมทุน การแบ่งผลกำไรหรือขาดทุน หรือการให้หรือจำกัดสิทธิการใช้ตัวแทนออกเสียง (proxy)

- แก้กฎหมายหลักทรัพย์ให้บริษัทจดทะเบียน และผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ถือหุ้นรวมกันมากกว่าร้อยละ 0.5 มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ถือหุ้นเกินร้อยละ 5) พิสูจน์ตัวตนและเปิดเผยเจ้าของหุ้นที่แท้จริง โดยควรให้สิทธิบริษัทจดทะเบียนในการตัดสิทธิผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ไม่ปฏิบัติตามคำร้องขอภายในเวลาที่กำหนด เช่น กฎหมายของอังกฤษอนุญาตให้บริษัทมีสิทธิงดจ่ายเงินปันผล หรือผลตอบแทนอื่นๆ จนกว่าผู้ถือหุ้นจะพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริง

- เพิ่มโทษกรณีทุจริต เพื่อสร้างแรงจูงใจที่จะหลีกเลี่ยงการกระทำผิด โดยเฉพาะในกรณีทุจริตที่ฉ้อฉลหรือหลอกลวงนักลงทุนอย่างร้ายแรง เช่น การสร้างราคาหุ้น ควรเพิ่มระวางโทษจำคุกให้ทัดเทียมกับตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค

ทั้งนี้ ในปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ไทยมีบทลงโทษที่ต่ำที่สุดในภูมิภาค ดังแสดงในตารางด้านล่าง

- เพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายหลักทรัพย์และกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะด้านการเปิดเผยข้อมูล เพื่อคุ้มครองนักลงทุนในกรณีที่น่าสงสัยว่าจะมีการจงใจเผยแพร่ข่าวลือเพื่อปั่นหุ้น แต่ ก.ล.ต. หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสอบสวนผู้กระทำผิด

ยกตัวอย่างเช่น ในหลายกรณีที่หุ้นมีการเคลื่อนไหวผิดปกติติดต่อกันหลายวัน พร้อมกับมีข่าวลือปรากฏในสื่ออย่างโจ่งแจ้งเกี่ยวกับการ “ปั่นหุ้น” ถ้าหาก ก.ล.ต. บังคับให้บริษัทจดทะเบียนแจ้งต่อ ตลท. ว่า “…ตามที่บริษัททราบ ไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทผิดไปจากสภาพปกติของตลาด” ตามแนวทางการเปิดเผยข้อมูลของ ตลท. ปัจจุบัน รวมถึงว่ากล่าวตักเตือนไปยังสื่อดังกล่าวว่าอาจเข้าข่ายเผยแพร่ข่าวอันเป็นเท็จ ซึ่งผิดกฎหมายหลักทรัพย์ ก็จะเป็นการแจ้งให้นักลงทุนทุกคนได้รับทราบทางอ้อมโดยทั่วกันว่า ราคาหุ้นของบริษัทกำลังเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ อีกทั้งยังเป็นการบังคับให้บริษัทและสื่อแสดง ‘ความรับผิด’ ต่อข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏอีกทาง

ติดตามตอนที่ 1 ได้ที่นี่
รายงาน: การปฏิรูปตลาดทุนกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมฉบับย่อ ตอนที่ 1

ติดตามไฟล์เสียงสัมภาษณ์คุณสฤณี อาชวานันทกุล เรื่องตลาดทุนกับความเป็นธรรมได้ที่นี่
V-Radio ตอน 17: ตลาดทุนกับความเป็นธรรม

ติดตามรายงานสำรวจองค์ความรู้เรื่องการปฏิรูปตลาดทุนกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยฉบับเต็มได้ที่นี่
การปฏิรูปตลาดทุนกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

Comments are closed.