เมื่อพูดถึงตลาดหุ้น หลายคนอาจจะนึกภาพถึงบ่อนการพนันถูกกฎหมายที่ประกอบด้วยเจ้ามือ คือ ผู้เล่นรายใหญ่ กับแมงเม่าตัวเล็กตัวน้อยที่บินเข้าไปหาแสงไฟแห่งโชคลาง

ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว ตลาดหุ้นหรือตลาดทุนที่ดี คือ หนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็นศูนย์กลางในการระดม และเปิดให้บริษัทหรือผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเป็นทางเลือกการออมเงินของประชาชนโดยทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดทุนที่ปราศจากการกำกับดูแลเพื่อความเป็นธรรมจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย เนื่องจากผู้เล่นที่มีข้อมูลภายในซึ่งมักเป็นผู้เล่นรายใหญ่จะได้เปรียบ และผู้เล่นรายเล็กจะเป็นคล้ายแมงเม่าดังที่กล่าวไป หนำซ้ำยังจะซ้ำเติมสังคมด้วยการถ่างกว้างความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากการที่หลักทรัพย์มีมูลค่าทวีตามกาลเวลา จะทำให้ผู้เล่นในตลาดทุนทวีความมั่งคั่งทิ้งห่างคนทั่วไปที่ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับ “เศรษฐีหุ้นไทย” ประจำปี 2553 ของนิตยสาร การเงินธนาคาร พบว่า เศรษฐีหุ้นไทย 500 คนที่รวยที่สุด ถ้าคิดเป็นตระกูลมีประมาณ 200 ตระกูล ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์รวมกันมีมูลค่าถึง 690,231 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.3 ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ทั้งตลาดในปีเดียวกัน

V-Report ชิ้นนี้ สรุปย่องานเรื่องการปฏิรูปตลาดทุนกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยสฤณี อาชวานันทกุล ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างตลาดทุนไทยกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งในแง่ความเหลื่อมล้ำภายนอก และ ‘ความเหลื่อมล้ำภายใน’ และแนวทางการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว (ติดตามรายงานฉบับเต็มได้ในโอกาสต่อไป ในเว็บ V-Reform.org)

ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.th/content/eco/252750

ความเหลื่อมล้ำ “ภายนอก” ตลาดทุนในไทย

ความเหลื่อมล้ำ “ภายนอก” ตลาดทุน คือความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้มีส่วนได้เสียในตลาดทุน กับผู้ที่อยู่นอกตลาดทุน

ในกรณีประเทศไทย ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนทั่วไปมีส่วนร่วมในตลาดทุนในอัตราการต่ำมาก กล่าวคือ มีผู้เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทั้งหมด 1.2 ล้านบัญชี แต่มีผู้ทำการซื้อขายเพียง 3.3 แสนราย หรือร้อยละ 0.5 ของประชากรไทยทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม สภาพดังกล่าวมีแนวโน้มดีขึ้นจนใกล้เคียงกับภูมิภาคอื่น เนื่องจากมีการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) ในปี 2555 ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.17 ของมูลค่าการซื้อขาย จากก่อนหน้านี้ที่อัตราค่าธรรมเนียมมีลักษณะปรับลดแบบขั้นบันได โดยมีขั้นต่ำซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 0.25 นอกจากนี้ การซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งมีต้นทุนต่ำก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2555 มีจำนวนผู้ลงทุนที่ซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตราว 120,000 บัญชี มีมูลค่าการซื้อขายร้อยละ 27 ของมูลค่าการซื้อขายรวมในตลาด

นอกจากปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วม นโยบายรัฐก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำภายนอก กล่าวคือ (1) รัฐไทยไม่เคยมีมาตรการเก็บภาษีจากผลได้จากทุน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและบริษัทเข้ามาลงทุนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมการออมระยะยาว นอกจากนี้ ยังทำให้ตลาดทุนไทยความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากหลายประเทศใกล้เคียงอาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน ล้วนไม่เก็บภาษีผลได้จากทุนจากผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์

(2) รัฐบาลทุกชุดตั้งแต่ปี 2544 และ 2547 เป็นต้นมา ได้ให้สิทธิลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือย่อว่า RMF) และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-Term Equity Fund หรือ LTF) ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองกองทุนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกว่า 285,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.2 ของมูลค่าสุทธิกองทุนรวมทั้งหมดทุกประเภทในไทย โดยลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุด 5 แสนบาทต่อปี เพิ่มเป็น 7 แสนบาทต่อปี โดยมติคณะรัฐมนตรีปี 2551

การหักลดหย่อนภาษีในลักษณะที่ใช้กับ RMF/LTF ในปัจจุบันเป็นมาตรการที่ “ถดถอย” (regressive) สังเกตได้จากตารางต่อไปนี้

จะเห็นได้ว่าระบบการลดหย่อนดังกล่าวไม่เพียงแต่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนลักษณะก้าวหน้าของระบบภาษีไทย ทำให้อัตราภาษีที่จ่ายจริงของผู้มีฐานะดีอาจใกล้เคียงหรือแม้แต่ต่ำกว่าอัตราภาษีที่จ่ายจริงของผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า ทั้งนี้ ไม่พบว่ามีประเทศใดที่ให้สิทธิการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในตลาดหุ้นมากเท่ากับประเทศไทย

อนึ่ง สิทธิประโยชน์หักลดหย่อนภาษีจากการลงทุนใน RMF ไม่มีกำหนดวันหมดอายุ แต่มาตรการ LTF จะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2559 แต่ล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2555 ก.ล.ต. ขอให้กระทรวงการคลังทำเป็นมาตรการถาวร ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

ความเหลื่อมล้ำ “ภายใน” ตลาดทุนในไทย

ความเหลื่อมล้ำภายในตลาดทุนเกิดจากการที่ผู้เล่นในตลาดมีข้อมูลไม่เท่าเทียมกัน (information asymmetry) มอบโอกาสให้ผู้ที่มีข้อมูลวงในฉวยโอกาสทำกำไรมากกว่าผู้ที่ไม่มีข้อมูลวงใน

ทั้งนี้ เราสามารถแบ่งความเหลื่อมล้ำภายในตลาดทุนไทยได้เป็นสามประเภทหลัก ดังนี้

- ความเหลื่อมล้ำจากกรณีที่ถูกกฎหมาย

ตลาดทุนไทยอนุญาตให้บุคคลวงใน “ซึ่งได้แก่กรรมการและผู้บริหารระดับสูงตลอดจนคู่สมรส” ซื้อขายหุ้นของบริษัทตนเองได้ตราบใดที่ไม่ใช้ข้อมูลภายใน และ ต้องรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทตนให้ ก.ล.ต. เปิดเผยเป็นข้อมูลสาธารณะภายใน 3 วันนับตั้งแต่วันซื้อหรือวันขาย ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ทำให้การซื้อขายไม่น่าจะส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์

ข่าวร้ายคือกฎที่เคร่งครัดสร้างแรงจูงใจให้บุคคลภายใน “อำพราง” การซื้อขายของตน ผ่าน “นอมินี” ซึ่งปัจจุบันถือครองหุ้นสูงถึงร้อยละ 21.4 ของมูลค่าหลักทรัพย์ทั้งตลาด โดยสถาบันนอมินีต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 10.4 ของหุ้นทั้งหมด ในหุ้น 64 ตัวที่มีการซื้อขายน้อยมากและไม่จ่ายเงินปันผล ทำให้น่าสงสัยว่าเป็นการถือหุ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนนักลงทุนไทยที่ไม่อยากเปิดเผยตัวตน

- ความเหลื่อมล้ำจากกรณีที่อาจไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดกฎ ก.ล.ต.

จากการศึกษาหุ้น 21 ตัวจาก 27 ตัว พบว่ามีจำนวนวันที่มีการซื้อขายผิดปกติแต่ไม่มีข่าวทั้งใน SETSMART และข่าวหุ้นดอทคอม (สื่อเกี่ยวกับหุ้นที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่นักลงทุน) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 หรือมากกว่าของวันที่มีการซื้อขายผิดปกติทั้งหมด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าบริษัทส่วนใหญ่ละเลยที่จะทำตามประกาศ ตลท. ว่าด้วยการดำเนินการเมื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนผิดไปจากสภาพปกติของตลาด ซึ่งระบุให้บริษัทจดทะเบียน “พิจารณาดูว่ามีข่าวลือหรือเหตุการณ์สำคัญอื่นที่บริษัทต้องดำเนินการ” หรือไม่ เมื่อเกิดการซื้อขายหุ้นผิดปกติ และต่อให้บริษัท “ไม่ทราบสาเหตุของการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ผิดปกติ” บริษัทนั้นก็ต้อง “แจ้งให้ทราบทั่วกันว่าบริษัทไม่มีพัฒนาการใดๆ ที่สำคัญที่เกี่ยวกับธุรกิจและการดำเนินงานของบริษัทนอกเหนือจากที่ได้แจ้งให้ทราบแล้วหรือตามที่บริษัททราบ”

นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์สามบริษัทที่มีปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติ ได้แก่ PHATRA, KEST และ ASP ล้วนมีสัดส่วนวันซื้อขายผิดปกติที่ไม่มีข่าวค่อนข้างสูง กล่าวคือ ร้อยละ 85, 75, และ 88 ตามลำดับ ข้อมูลนี้อาจก่อให้เกิดข้อกังขาว่า ตลท. ได้บังคับใช้หลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลอย่าง “อะลุ้มอล่วย” หรือ “เลือกปฏิบัติ” ต่อบริษัทหลักทรัพย์บางแห่ง ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอำนาจเกือบกึ่งหนึ่งในคณะกรรมการของ ตลท. มากกว่าที่ใช้กับบริษัทอื่นๆ หรือไม่

- ความเหลื่อมล้ำจากกรณีผิดกฎหมาย

ความเหลื่อมล้ำภายในตลาดทุนที่เกิดจากการทุจริตนั้น มักจะกระทำโดยบุคคลวงในที่ล่วงรู้ข้อมูลภายในของบริษัทจดทะเบียน โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ประสงค์จะ ‘ปั่นหุ้น’ มักจะนิยมจ้างวานหรือหว่านล้อมบุคคลอื่นให้ร่วมมือกับตน เพื่อลดความไม่แน่นอนในการทำกำไรและลดความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าการสอบสวนของทางการ เช่น จ้างวานผู้บริหารระดับสูงของบริษัทให้ปล่อยข่าวดีเกี่ยวกับบริษัทที่ปราศจากมูลความจริง หลอกล่อนักลงทุนมาซื้อหรือขายหลักทรัพย์ให้ถึงระดับที่ตนต้องการ

ถึงแม้ว่าแนวโน้มการเปรียบเทียบปรับจะมีความชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ราวปี 2550 เป็นต้นมา แต่กรณีที่คณะกรรมการเปรียบเทียบสั่งปรับนั้นก็ยังนับว่าเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าเช่าทางเศรษฐกิจที่นักปั่นหุ้น ‘รายใหญ่’ ได้รับเป็นหลักร้อยล้านบาทต่อครั้งต่อราย

นอกจากนี้ กรณีที่คณะกรรมการเปรียบเทียบสั่งปรับก็ยังไม่ครอบคลุมหุ้นเก็งกำไรบางตัวซึ่งมีราคาพุ่งสูงถึง 400-500% หรือแม้แต่หลัก 1,000% หุ้นหลายบริษัทพุ่งสูงจนชนเพดานราคาสูงสุดต่อวันตามกฎของ ตลท. (30%) ติดต่อกันหลายวัน หุ้นหลายบริษัทเป็นที่น่าสงสัยว่าอาจตกเป็นเป้าของนักลงทุนรายใหญ่ที่ปั่นหุ้นอย่างเป็นขบวนการ ตั้งแต่เข้าไปซื้อหุ้นในสัดส่วนสูงเพื่อครอบงำการบริหาร สร้าง “เรื่องราว” เพื่อรองรับการพุ่งขึ้นของราคาหุ้นหลังจากนั้นหรือไม่

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเกิดขึ้น ปัญหาที่พบก็คือความยุ่งยากและล่าช้าในการดำเนินการตามกระบวนการ นอกจากนี้ การกำหนดให้การกระทำผิดที่มีโอกาสสร้างค่าเช่าทางเศรษฐกิจมูลค่าสูงเป็นความผิดทางอาญา ทำให้ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ความผิดในระดับ “สิ้นสงสัย” ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับการกระทำผิดขนาดใหญ่ ซึ่งมักมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก มีความสลับซับซ้อน และใช้บัญชีนอมินีมากมาย เหล่านี้ เป็นสาเหตุให้กรณีทุจริตหลายคดีที่สร้างความเสียหายในวงกว้างไม่เคยไปถึงชั้นศาล ศาลสั่งยกฟ้อง หรือผู้ต้องหาคนสำคัญสามารถหลบหนีจนหมดอายุความ

หากประเมินจากคดีที่มีการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนแล้ว พบว่าค่าเช่าทางเศรษฐกิจจากการทุจริตในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2541 ถึง 2554 มีมูลค่าขั้นต่ำประมาณ 19,293 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าดังกล่าวคือ “ต้นทุนขั้นต่ำ” ของความเหลื่อมล้ำภายในตลาดทุนไทย โดยยังไม่รวมมูลค่าของค่าเช่าทางเศรษฐกิจจากกรณีทุจริตขนาดใหญ่ที่ผู้เขียนรายงานไม่สามารถประเมินค่าเช่าได้ และที่ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ อัยการไม่สั่งฟ้อง หรือศาลสั่งยกฟ้อง

ติดตามตอนที่ 2 ได้ที่นี่
รายงาน: การปฏิรูปตลาดทุนกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมฉบับย่อ ตอนที่ 2

ติดตามไฟล์เสียงสัมภาษณ์คุณสฤณี อาชวานันทกุล เรื่องตลาดทุนกับความเป็นธรรมได้ที่นี่
V-Radio ตอน 17: ตลาดทุนกับความเป็นธรรม

ติดตามรายงานสำรวจองค์ความรู้เรื่องการปฏิรูปตลาดทุนกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยฉบับเต็มได้ที่นี่
การปฏิรูปตลาดทุนกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

Comments are closed.