ที่มา: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1366179571&grpid=03&catid=03

ที่มา: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1366179571&grpid=03&catid=03

ถ้าพูดเรื่องการศึกษาที่ดี ผลลัพธ์ที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นความมีคุณภาพทางการศึกษาของเด็กนักเรียน การวัดสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาของนักเรียนนั้นสามารถใช้ตัวแปรในการวัดได้หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือการวัดจากคะแนนสอบ

แม้คะแนนสอบจะไม่ได้สื่อถึงทุกอย่าง แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่าเป็นดัชนีรูปธรรมที่สามารถพิจารณาได้ชัดเจนที่สุดตัวหนึ่ง โดยเฉพาะหากข้อสอบถูกออกแบบให้สามารถวัดสิ่งที่เด็กควรจะรู้ สนใจหรือถนัดจริงๆ ก็จะถือได้ว่าคะแนนสอบเป็นดัชนีชี้วัดผลทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก เช่น งานศึกษาของ Hanushek and Wobmann (2007) พบว่าผลสอบความสามารถทางคณิตศาสตร์และการอ่านนั้น คือตัวแปรที่มีนัยสำคัญในด้านผลกระทบต่อรายได้ของผู้เรียน การกระจายรายได้ และอัตราการเจริญเติบโตของประเทศ มากกว่าตัวเลขจำนวนปีเฉลี่ยในการเรียน

หากเราตั้งคำถามต่อไปว่าปัจจัยอะไรจะส่งผลให้การเรียนของเด็กดีขึ้น คำตอบคงมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สารอาหารที่เด็กควรได้รับ อุปกรณ์การเรียน อาคารก่อสร้างของโรงเรียน ฯลฯ ปัจจัยพวกนี้อาจมีผล แต่ปัจจัยที่มีส่วนมากที่สุดอย่างหนึ่งคือการสอนของครู

การศึกษาก่อนหน้านี้ (เช่น Rivken, Hanushek and Kain, 2005; Gordon, Kane, and Staiger, 2006) บอกว่าการพิจารณาวัดว่าครูจะสอนดีหรือไม่โดยอิงจากประสบการณ์และวุฒิการศึกษาเป็นตัวแปรที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่การให้ “แรงจูงใจ” หรือ “กำลังใจ” ในการสอนต่างหากที่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ครูเพิ่มความตั้งใจสอนเด็กให้ดีขึ้น เพราะครูส่วนใหญ่ก็เป็นคนทั่วไปที่มีแรงจูงใจในการทำงาน (ซึ่งก็คือการสอน) แตกต่างกันไปตามแรงจูงใจและสถานการณ์ต่างๆ

การออกแบบแรงจูงใจทำได้ทั้งผ่านมาตรการให้รางวัล หรือการใช้ข้อห้ามตลอดจนบทลงโทษ มีทั้งการให้แรงจูงใจแบบเดี่ยวหรือแบบกลุ่มโดยการจูงใจแบบเดี่ยวคือการให้รางวัลเฉพาะคนไป เช่น หากครู A สอนวิชาคณิตศาสตร์แล้วเด็กได้คะแนนดีขึ้น ครู A ก็จะได้รางวัล ส่วนการจูงใจแบบกลุ่ม คือ การให้รางวัลครูหลายๆคนพร้อมกัน เช่น หากกลุ่มครูสอนเด็กในห้อง และเด็กโดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยดีขึ้น ครูทั้งหมดก็จะได้รางวัล เป็นต้น การที่จะบอกว่าแบบไหนดีกว่ากันนั้นสามารถถกเถียงได้อย่างกว้างขวาง และขึ้นอยู่กับสถานการณ์หลายอย่าง ในบางกรณีการให้แรงจูงใจแบบกลุ่มอาจไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากเอื้อให้เกิดการอู้งานกัน แต่การให้แรงจูงใจแบบเดี่ยวจะมีประสิทธิภาพ แต่ในบางสถานการณ์ การเรียนการสอนก็เป็นความร่วมมือมิใช่เพียงครูผู้สอนวิชานั้นๆเพียงผู้เดียว ดังนั้นการให้แรงจูงใจแบบกลุ่มเพื่อครูหลายๆทำงานร่วมกันในการสอนก็อาจมีประสิทธิภาพมากกว่า

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดในการกำหนดกติกาต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งหากออกแบบไม่ดีแล้วก็อาจจูงใจครูไม่ได้ หรือแย่กว่านั้นอาจเกิดผลกระทบตรงข้าม คือ แทนที่ครูจะพยายามสอนเด็กให้เข้าใจในเนื้อหาวิชามากขึ้น กลับทำสิ่งที่บั่นทอนการเรียนรู้/ความเข้าใจของเด็กแทน เช่น การสอนให้ท่องจำ การออกข้อสอบให้ง่าย หรือใช้แต่ความจำ อาจไม่สอนเด็กที่ไม่เก่ง หรือกันเด็กที่มีแนวโน้มจะได้คะแนนไม่ดีไม่ให้เข้าสอบ เป็นต้น

ในระดับนานาชาติ มีประเทศนำแนวคิดด้านการใช้วิธีจูงใจครูไปใช้อยู่หลายประเทศ โดยการศึกษาถึงผลกระทบของโครงการนี้ในประเทศอินเดีย มีผลลัพธ์ที่น่าสนใจอย่างมากดังนี้

อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่ประสบปัญหาทางการศึกษาหลายด้าน ตั้งแต่ การขาดสอนของครู การเรียนการสอนที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึง การขาดอุปกรณ์และสถานที่เรียน และเนื่องด้วยงบประมาณที่จำกัดจึงยิ่งทำให้เพิ่มความน่าสนใจว่าอินเดียใช้วิธีการใดในการเพิ่มคุณภาพการศึกษาผ่านการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
จากการศึกษาพบว่าโครงการจูงใจครูตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ชนบทหนึ่งของอินเดีย มีการทดลองทำโครงการว่าหากครูไม่ขาดการสอน จะมีการให้รางวัลเป็นเงิน 50 รูปีต่อวัน ซึ่งได้ผลลัพธ์ว่าครูในโรงเรียนที่มีการให้แรงจูงใจขาดการสอนน้อยกว่าโรงเรียนอื่นในกลุ่มตัวอย่างซึ่งการขาดการสอนที่น้อยลงของครูช่วยส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (วัดจากคะแนนสอบ) ของเด็กดีที่ขึ้น (Duflo et al, 2007)

นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการออกแบบการให้แรงจูงใจแก่ครูเพื่อให้ครูสอนและตั้งใจในการสอนเด็กนักเรียนให้ดีขึ้น โดยมีการทำโครงการนำร่องในชนบทในระดับประถม ของรัฐอานธรประเทศ มีการออกแบบแรงจูงใจโดยให้รางวัลเป็นเงิน ทั้งแบบเดี่ยวและแบบกลุ่มแก่ครู กล่าวคือจะให้รางวัลแบบเดี่ยวแก่ครูที่สอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาเมื่อพบว่าเด็กมีผลสอบวิชาดังกล่าวดีขึ้น และจะให้รางวัลแบบกลุ่มแก่ครูทุกคนเท่าๆกันโดยจำนวนเงินจะอิงจากคะแนนของเด็กที่เพิ่มขึ้น (การให้รางวัลทั้งสองแบบที่กล่าวไป จะทำเมื่อเด็กมีคะแนนเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างน้อย 5 %)

ในการศึกษามีการควบคุม/พิจารณาปัจจัยหลายอย่าง เช่น การออกข้อสอบที่ได้มาตรฐานโดยทีมนักวิจัย การออกข้อสอบหลอกบางข้อเพื่อตรวจดูว่าครูสอนเด็กให้ท่องจำจากข้อสอบเก่าหรือไม่ การป้องกันครูกีดกันไม่ให้เด็กที่มีแนวโน้มจะได้คะแนนต่ำเข้าสอบ ฯลฯ

จากการศึกษา พบว่าไม่ว่าจะเป็นการให้การจูงใจแบบเดี่ยวหรือกลุ่มล้วนทำให้คะแนนสอบของเด็กดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยในปีที่สอง การจูงใจครูแบบเดี่ยวจะมีผลด้านบวกต่อคะแนนเด็กมากกว่าแบบกลุ่มในขณะที่พบว่าแนวทางดังกล่าวสร้างผลด้านลบต่อพฤติกรรมของครูไม่มาก นอกจากนี้การให้แรงจูงใจครูยังมีความคุ้มค่าในด้านต้นทุนมากกว่าการเพิ่มการสนับสนุนด้านอื่นแก่โรงเรียน (เช่น โครงสร้างพื้นฐาน และอุปกรณ์ต่างๆ) ถึง 3 เท่า (อ่านเพิ่มเติมได้จาก Muralidharan and Sundararaman, 2011)

โครงการ Teacher Performance Pay ในอินเดีย

อย่างไรก็ดี เพียงการนำหลักการในการจูงใจครูโดยอิงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไปใช้ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย ดังที่จะได้กล่าวต่อไปในตอนที่ 2

ติดตาม รายงาน: การให้กำลังใจครูเพื่อสร้างผลการเรียนดีของเด็ก ตอนที่ 2 ได้ที่นี่

อ้างอิง

Duflo, E., R. Hanna, and S. Ryan 2007.Monitoring Works: Getting Teachers to Come to School.Manuscript, Massachusetts Inst. Tech.

Gordon, R., T. Kane, and D. Staiger.2006. Identifying Effective Teachers UsingPerformance on the Job. Manuscript, Brookings Inst., Washington, DC.

Hanushek, E.A., Woßmann, L., 2007. Education Quality and Economic Growth.The World Bank, Washington, DC.

Muralidharan, Karthik and VenkateshSundararaman. 2011. Teacher Performance Pay: Experimental Evidence from India. Journal of Political Economy, 119(1), pp. 39-77

Rivkin, S. G., E. A. Hanushek, and J. F. Kain. 2005. Teachers, Schools, and Academic Achievement. Econometrica, 73, pp. 417–58.

Comments are closed.