กฎหมายคือตัวบท แต่ตัวบทนั้นไม่มีชีวิต จึงต้องการคนเป็นๆ มายึดถือและบังคับใช้ ในบรรดาวิชาชีพทั้งหลาย สังคมถือให้นักกฎหมาย คือผู้ที่ฝึกฝนตนเองเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้

อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า แท้จริงแล้ว การยึดถือกฎหมายเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม ในขณะที่การบังคับใช้ก็ใช้ก็มีหน่วยงานสำหรับทำหน้าที่เฉพาะ ดังนั้นจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าหน้าที่เหล่านี้เป็นภารกิจโดยตรงของนักกฎหมาย

กลับกัน ในฐานะที่เป็นผู้ร่ำเรียนมา รู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง และความเป็นมาของกฎหมาย นักกฎหมายคือผู้ที่มีหน้าที่ในการค้นหาหลักความยุติธรรม และทำหน้าที่ตรวจสอบตั้งคำถามกับกฎหมายที่ขัดกับหลักดังกล่าว เมื่อใดก็ตามที่หน้าที่เชิงหลักการหายไป ความเป็นนักกฎหมายก็จะถูกลดทอนเหลือเพียงนักเทคนิค ที่เป็นเครื่องมือของอุดมการณ์สักชุดหรือใครสักคน แล้วบ้านเมืองก็จะมีปัญหา

ขณะนี้ บ้านเมืองเรามีปัญหา และมีเสียงบ่นด่าว่านักกฎหมายไทยนั้นคล้าย ‘เนติบริกร’

ทีมงาน V-Reformer จึงชวนนักกฎหมายชื่อ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล มาพูดคุยในเรื่องเบ้าหลอมนักกฎหมาย ตั้งแต่เส้นทางการเรียนการสอน ค่านิยมการประกอบอาชีพ ก่อนตอบคำถามว่านักกฎหมายไทยมีความเป็นนักกฎหมายหรือไม่ เพียงใด

เชิญร่วมหาคำตอบ ว่าเหตุใดนักกฎหมาย (สมชาย ปรีชาศิลปกุล) จึงฟ้องนักกฎหมายว่า “บ้านเราไม่ค่อยมีนักนิติศาสตร์นะ ส่วนใหญ่มีแต่นักเทคนิคกฎหมายที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องสิทธิเสรีภาพเท่าไหร่”

ที่มาภาพ: http://sewanaietv.blogspot.com/2011/06/blog-post_7587.html

เส้นทางชีวิตของนักกฎหมายไทยเป็นอย่างไร?

ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตนักกฎหมายไทยคือการได้เป็นผู้พิพากษา หากเป็นไม่ได้ก็เป็นอัยการ รองลงมาคือเป็นอาจารย์และทนายความตามลำดับ ส่วนงานที่ปรึกษากฎหมาย (Law firm) ถือเป็นงานระดับกลางๆ

เส้นทางการเรียนของนักกฎหมายก็เป็นผลจากค่านิยมการประกอบวิชาชีพที่กล่าวไป คือ มุ่งเรียนเพื่อสอบ สอบผ่านก็ไปประกอบวิชาชีพ ดังนั้นวิชาที่เรียนจะเน้นแต่เนื้อหาที่เอาไปใช้ได้จริงๆ เช่น ตัวบทกฎหมายแพ่ง ตัวบทกฎหมายอาญา หรือรู้ว่าขั้นตอนการฟ้องศาลต้องทำอย่างไรบ้าง

เส้นทางชีวิตแบบที่อาจารย์อธิบายมีส่วนหล่อหลอมลักษณะเฉพาะของนักกฎหมายไทยหรือไม่ อย่างไร?

การเรียนการสอนที่มีปลายทางคือการสอบเพื่อไปผู้ประกอบวิชาชีพ ทำให้นักกฎหมายไทยมีทักษะวิชาชีพสูงมาก แต่จะขาดความเข้าใจสังคมเพราะรู้แต่เรื่องเทคนิคกฎหมาย เมื่อต้องวินิจฉัยก็จะยึดแต่ตัวบทเป็นหลัก ส่วนเรื่องสภาพสังคม หลักการทางสังคม หรือเรื่องประเภทว่าคนไทยรับรู้เกี่ยวกับกฎหมายอย่างไรจะไม่รู้เลย ทั้งที่เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เขาเข้าใจสังคมไทยและเข้าใจกฎหมายมากขึ้น

ทุกวันนี้ถ้าไปดูการเรียนการสอนเนติบัณฑิตยสภา จะเห็นประเด็นนี้ชัด เพราะเนื้อหาที่สอนจะเหมือนกับที่เรียนในมหาวิทยาลัยสี่ปีเลย แต่คนก็ยังแห่กันมาเรียนเพราะถ้าไม่จบตรงนี้จะสอบผู้พิพากษาไม่ได้ ที่เหลือเชื่อคือพอใกล้ๆ วันปิดคอร์ส เด็กกฎหมายทั่วประเทศจะแห่ไปจองที่นั่งกันตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปรอฟังว่าอาจารย์จะใบ้ข้อสอบอะไร บรรยากาศแบบนี้สะท้อนว่านักกฎหมายไทยลดรูปความรู้ทางนิติศาสตร์เหลือแค่ความรู้สำหรับทำข้อสอบเพื่อไปประกอบวิชาชีพ

เมื่อมีแต่ความรู้แบบทำข้อสอบ ออกไปประกอบวิชาชีพก็จะมีปัญหา ขอเล่าด้วยตัวอย่าง เช่น เรื่องกรณีพิพาทเรื่องที่ดินที่ลำพูน ตอนนั้นรัฐอ้างว่าตัวเองมีเอกสารสิทธิ์แต่ชาวบ้านมาบุกรุกที่ดิน ส่วนชาวบ้านบอกว่ามีการขี้โกงในกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ ถ้าศาลเข้าใจสภาพสังคมว่าการออกโฉนดในบ้านเรามั่วซั่วมาก ศาลก็จะบอกให้ไปพิสูจน์เรื่องกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ให้เรียบร้อยก่อนว่ามีการขี้โกงหรือไม่แล้วค่อยมาว่ากันต่อ แต่เรื่องจริงคือศาลไม่เข้าใจสังคม เขาจึงให้เหตุผลแบบนักเทคนิค ว่าเอกสารราชการถือเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมากที่สุด และยึดตัวบทว่าตราบที่เอกสารสิทธิ์ไม่ถูกเพิกถอนถือว่าเอกสารถูกต้อง ดังนั้นชาวบ้านจึงต้องติดคุก คำถามคือถ้าวันหลังพิสูจน์เสร็จแล้วมีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์หละ ชาวบ้านก็ติดคุกฟรีสิ

ที่มาภาพ: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=334480

การเรียกร้องให้นักกฎหมายตัดสินโดยคำนึงถึงสภาพสังคมจะทำให้หลักกฎหมายเฉไปเฉมาหรือเปล่า ?

การเริ่มต้นจากสภาพสังคมที่เป็นจริง ไม่ได้หมายความว่านักกฎหมายไม่ต้องยึดหลักการทางกฎหมาย เพียงแต่ตรงไหนถ้าต้องอาศัยการตีความ การเข้าใจสภาพที่เป็นจริงจะทำให้นักกฎหมายตีความ และใช้กฎหมายได้ดี รวมถึงสอดคล้องกับสภาพและหลักการทางสังคมมากขึ้น

การไม่เริ่มจากสภาพสังคมต่างหากที่ทำให้มีปัญหา เพราะเมื่อต้องถกเถียง นักเทคนิคกฎหมายจะเอาแต่สาดถ้อยคำใส่กัน ใครท่องตัวบท คำพิพากษา หรือแม้กระทั่งท่องทฤษฎีต่างประเทศได้มากกว่าคนนั้นชนะ ที่สำคัญคือนักกฎหมายไทยมีทักษะเรื่องการบิดถ้อยคำให้เข้าทางตัวเอง เช่น ประชาชนยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ก็ไปเถียงกันว่า ‘หรือ’ แปลว่าอะไร สุดท้ายใครบิดถ้อยคำเก่งกว่าจะได้รับการยกย่องเป็นนักกฎหมายชั้นนำ

ตัวอย่างการบิดถ้อยคำหรือบิดกฎหมาย เช่น กรณีศาลตัดสินให้คุณสมัครพ้นจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพราะเป็นลูกจ้าง เรื่องนี้หลักรัฐธรรมนูญวางอยู่บนสภาพสังคมแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีหลักการกรองไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งไปเป็นลูกจ้างใครก็เพื่อป้องกันการถูกครอบงำ ดังนั้นการเป็นลูกจ้างจึงหมายถึงการไปอยู่ใต้บังคับบัญชาและไปรับเงินเดือนคนอื่น ดังนั้น กรณีคุณสมัครตีความอย่างไรก็ไม่ถือเป็นลูกจ้าง แต่ศาลอาศัยบอกกันง่ายๆ ว่าเรื่องนี้เราไม่ใช้หลักนี้ จะใช้หลักกฎหมายทั่วไปแทน เพราะฉะนั้นคุณสมัครถือเป็นลูกจ้าง บิดกันง่ายๆ อย่างนี้ แบบนี้ต่างหากที่จะทำให้เฉไปเฉมาได้ เพราะต่อไปเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องไหนจะบิดไปใช้หลักอะไร

หากนักกฎหมายไทยมีทักษะเรื่องการบิดถ้อยคำ โดยทั่วไปนักกฎหมายไทยบิดถ้อยคำไปทางไหน?

ในเบื้องต้น การบิดถ้อยคำเกิดจากการที่นักกฎหมายไทยไม่มีความรู้ แต่ถ้าถามว่าบิดไปทางไหน ถ้าพิจารณาจากสำนึกอุดมการณ์ ผมเห็นว่านักกฎหมายโดยเฉพาะสถาบันศาลบิดไปในทางที่ไม่ค่อยใส่ใจปกป้องเสรีภาพเท่าไหร่ หากไปไล่ดูจะพบว่าคำพิพากษาที่มีส่วนช่วยตีความขยับขยายขอบเขตสิทธิเสรีภาพประชาชนมีน้อยมาก

ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอเมริกา เขาถือว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ถ้าไปจับคนในความผิดฐานหนึ่งโดยที่อีกคนทำผิดฐานเดียวกันแต่ไม่จับ บางรัฐให้ยกฟ้องทันที ที่กำหนดแบบนี้ เพราะไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติ ใช้กฎหมายรังแกประชาชนที่ตนไม่ชอบ ถามว่าประเทศไทยถ้าโดนจับจะสู้ด้วยหลักอย่างนี้ได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ ในอดีตมีกรณีจับคุณสมยศ สุธางศ์กูร เจ้าของพระราม 9 คาเฟ่ข้อหาปล่อยให้พ่อแม่พาเด็กมานั่งในร้าน ทั้งที่คาเฟ่ทั่วประเทศไทยก็ปล่อยให้พาเด็กเข้าทั้งนั้น เรื่องของเรื่องที่จับเพราะตอนนั้นคุณสมยศออกมาโวยวายเรื่องส่วย เขาจึงจับเพื่อข่มขู่ เรื่องนี้จงใจเลือกปฏิบัติชัดเจน แต่นักกฎหมายไทยอธิบายว่าจับได้เพราะคุณสมยศผิด ส่วนคนที่ยังไม่ได้ไปจับไม่ได้แปลว่าเขาไม่ผิด เขาไม่ได้ใส่ใจหลักการที่ออกมาเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชน

นักกฎหมายไทยทั้งขาดความรู้และมีปัญหาเรื่องสำนึกฐานรากฐาน (mentality) ดังนั้นผมคิดว่าบ้านเราไม่ค่อยมีนักนิติศาสตร์นะ ส่วนใหญ่มีแต่นักเทคนิคกฎหมายที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องสิทธิเสรีภาพเท่าไหร่

รบกวนอาจารย์ขยายความความแตกต่างระหว่างนักเทคนิคกฎหมายกับนักนิติศาสตร์ได้ไหม?

นักเทคนิคกฎหมายคือคนที่รู้แต่ความรู้เชิงเทคนิคเพื่อเอาไปใช้ประกอบวิชาชีพ แต่นักนิติศาสตร์จะกว้างกว่านั้น คือจะเข้าใจสภาพและหลักการทางสังคม

ในอดีตเราเคยมีระบบการเรียนการสอนที่มุ่งสร้างนักนิติศาสตร์ คือช่วงหลัง 2475 ตอนนั้นมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้จะยังไม่มีคณะนิติศาสตร์ แต่นักศึกษาธรรมศาสตร์จะต้องผ่านวิชาเรียนทั้ง กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ เรียนจบออกมาถือเป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต ส่วนตัวผมเรียกนักกฎหมายที่ผ่านหลักสูตรแบบนี้ว่านักนิติศาสตร์สกุลปรีดี เพราะเป็นแนวทางที่มุ่งสร้างความรู้แก่ประชาชนเพื่อรองรับระบอบใหม่ จำนวนคนเข้าเรียนก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ก่อนคนเข้าเรียนโรงเรียนกฎหมาย จบปีหนึ่งห้าคน สิบคน สูงสุดก็ไม่เกินยี่สิบคน แต่เปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปีแรกคนสมัครเข้าเรียนประมาณเจ็ดแปดพัน

สมัยผมเรียนก็ยังมีบรรยากาศแบบนี้นะ นักศึกษาคิดถึงอะไรกว้างกว่าทุกวันนี้ แต่ต่อมามีการขึ้นเงินเดือนผู้พิพากษาแบบหลุดห่างจากอาชีพอื่น ทำให้นักศึกษากลับไปเป็นเหมือนเดิมคือมุ่งแต่จะไปเป็นผู้พิพากษากันหมด ระบบการเรียนการสอนก็เลยปรับตามค่านิยมคือกลับไปเน้นความรู้เชิงเทคนิค

ถ้านักกฎหมายไทยส่วนใหญ่มีแต่ความรู้เชิงเทคนิคและไม่ค่อยทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชน แล้วทุกวันนี้นักกฎหมายไทยทำหน้าที่อะไรในสังคม?

นับแต่อดีตนักกฎหมายไทยถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตอบคำถามให้กับรัฐ โจทย์ตอนนั้นคือหาคำตอบว่ารัฐสมัยใหม่ควรจะมีเครื่องไม้เครื่องมือหรือกลไกอะไรบ้าง ดังนั้น โดยทั่วไปกฎหมายที่ออกมาจึงสะท้อนมุมมองแบบยึดรัฐเป็นศูนย์กลาง เช่น กฎหมายจัดการป่าไม้ หรือกฎหมายจัดการทรัพยากร ส่วนทุกวันนี้นักกฎหมายก็หันไปตอบคำถามให้ธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้น เช่น ไปสนใจว่าถ้าจะทำข้อตกลงในประเทศ หรือนอกประเทศต้องทำอย่างไร ควรมีขั้นตอนอะไรบ้าง

แต่ถ้าหันมามองคนตัวเล็กๆ จะเห็นว่าไม่ค่อยมีนักกฎหมายมาช่วยตอบคำถามให้เขา เช่น มาช่วยตอบว่าจะบริหารจัดการที่ดินทำกินอย่างไรให้ถึงมือคนตัวเล็กตัวน้อย โดยสรุปคือนักกฎหมายเราจะไม่ค่อยสนใจโจทย์เรื่องการเสริมแรงให้คนตัวเล็กๆ สามารถดุลกับรัฐ หรือธุรกิจขนาดใหญ่

ที่มาภาพ: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=802027

ปัญหาเหล่านี้เกิดจากอะไร?

เรื่องความเป็นนักเทคนิค เกิดจากการที่โรงเรียนกฎหมายในประเทศไทยแต่ไหนแต่ไรถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตนักวิชาชีพ เพราะตอนนั้นรัชกาลที่ 5 ท่านปฏิรูปราชการ จึงต้องการหาผู้พิพากษามาเป็นแขนขาของระบอบใหม่ จึงมุ่งสร้างนักเทคนิคกฎหมายมาทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา จนถึงตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม

ส่วนเรื่องสำนึกทางอุดมการณ์ เท่าที่ผมจับความได้จากการให้สัมภาษณ์ของผู้พิพากษา ผมเห็นว่าส่วนใหญ่เขาไม่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในช่วง 2475 ดังนั้นเขายังถือว่าตัวเองเป็นสถาบันที่สืบเนื่องมาจากสมัยรัชกาลที่ 5 มีหน้าที่เป็นต่างพระเนตรพระกรรณในการปกครองไพร่ฟ้า และตัดสินในพระปรมาภิไธย ถ้าเป็นแต่ก่อนก็ถือว่าถูกนะ เพราะในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กษัตริย์มีอำนาจเต็ม ศาลก็ต้องมีหน้าที่ช่วยงานท่าน แต่หลัง 2475 พระมหากษัตริย์ท่านมีสถานะเป็นประมุขเชิงแบบพิธี สถาบันศาลเป็นขาหนึ่งของอำนาจอธิปไตยซึ่งเชื่อมโยงกับประชาชน ดังนั้นการตัดสินใดๆ จึงต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพ

ผมมองจากเพื่อนที่ไปเป็นผู้พิพากษา เห็นชัดเลยว่าสถาบันศาลมีกระบวนการกล่อมเกลาสำนึกอุดมการณ์ความเป็นข้าราชบริพารสูง โดยผ่านการอบรม การให้ผู้พิพากษาเก่ามาให้ความรู้เรื่องต่างๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่บ้านเรามีวัฒนธรรมยกศาลให้สูง เช่น เราต้องเรียกผู้พิพากษาว่าท่าน ทนายความบางคนบอกดีแล้วนะ แต่ก่อนต้องเรียกใต้เท้า (หัวเราะ) หากทนายขอให้ศาลพิจารณาก็จะเขียนว่าขอความกรุณา เมื่อผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวก็จะบอกเหมือนกันว่าเป็นความกรุณาของศาล

ทั้งที่ถ้ามองจากฐานสิทธิเสรีภาพ การขอให้ศาลทำอะไรถือเป็นสิทธิของประชาชนและเป็นหน้าที่ของศาล สุดท้ายจะพิจารณาว่าได้หรือไม่ได้อย่างไรก็บอกมา ไม่เกี่ยวกับความกรุณาหรือไม่กรุณาทั้งนั้น

สมมติว่าถ้านักกฎหมายไทยก้าวพ้นความเป็นนักเทคนิคกฎหมายแล้วมาเป็นนักนิติศาสตร์กันมากขึ้น เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในแวดวงนักกฎหมายไทย?

แน่นอนว่าการเปลี่ยนเส้นทางอาชีพไม่ใช่ประเด็น นักนิติศาสตร์จะไปเป็นทนาย เป็นอัยการ หรือเป็นผู้พิพากษาก็ได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือการเปลี่ยนเรื่องวิธีการคิดหรือการให้เหตุผลจะเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับหลักการทางสังคมมากขึ้น

นอกจากนี้ นักกฎหมายจะเข้าใจกฎหมายมากขึ้นด้วย เพราะนักนิติศาสตร์จะเห็นอะไรที่กว้างกว่านักเทคนิคกฎหมาย โดยเฉพาะรู้จักตั้งคำถามกับตัวบท เพราะตัวบทก็อาจมีจุดอ่อนได้เสมอ เรื่องแบบนี้นักเทคนิคกฎหมายจะไม่สนใจ เขาว่าตามตัวบทอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การเป็นนักนิติศาสตร์ไม่ใช่ว่าดีทุกอย่าง นักนิติศาสตร์บางคนก็ยึดแต่ทฤษฎีฝรั่ง ถ้าเป็นแบบนี้จะไม่ต่างกับนักเทคนิคกฎหมายเลย เพราะไม่รู้จักสังคมพอๆ กัน จริงอยู่ว่าเรามีหลักการสากลกว้างๆ บางอย่าง แต่ถ้าคุณจะเอามาตรฐานจากฝรั่งเศส เยอรมัน หรืออะไรก็ตามที่คุณเชื่อว่าเป็นไม้บรรทัดที่ถูกต้องไปใช้วัดทุกที่ เมื่อมาวัดสังคมไทยคุณก็เห็นว่าเบี้ยว ไม่ต่างอะไรเลยจากคนที่เอาไม้บรรทัดไทยไปวัดฝรั่งแล้วบอกว่าเบี้ยวหมด

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนคือก้าวแรกในการแก้ไขปัญหาหรือเปล่า?

โดยหลักแล้วถ้าทำได้จะดีมาก อย่างไรก็ตามหวังการเปลี่ยนแปลงในสถานศึกษาคงยาก เพราะทุกวันนี้ถูกครอบงำด้วยสถาบันวิชาชีพ เช่น จะเปิดหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิตต้องได้รับการรับรองจากเนติบัณฑิตยสภา ไม่เช่นนั้นถือเป็นนิติศาสตร์บัณฑิตชั้นสอง สมัยผมเป็นบริหารคณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เขาก็ไม่รับรอง ผมบอกว่าไม่สนใจ เพราะผมต่างหากคือคนรับรองนักศึกษาไม่ใช่เนติบัณฑิตยสภา แต่สุดท้ายผู้บริหารคนหลังผมก็เห็นว่าเราฝืนต่อไปไม่ไหว เพราะนักศึกษาส่งข่าวกันอื้ออึงทำให้ไม่มีใครมาเรียน สุดท้ายจึงไปขอให้เขาพิจารณารับรอง

ตอนนั้นนะ ต่อให้ออกทีวีด่ารัฐบาลขนาดไหน ก็ถูกตราว่ามาจากมหาวิทยาลัยนี้ที่เนติบัณฑิตยสภาไม่รับรอง (หัวเราะ)

ถ้าสถาบันการศึกษาไม่ใช่คำตอบแล้วทางออกอยู่ที่ไหน?

ถ้าคนกล้าวิพากษ์วิจารณ์นักกฎหมายหรือศาลมากขึ้น นักกฎหมายหรือศาลก็จะรู้ร้อนรู้หนาวกับสังคมมากขึ้นตามไปด้วย แล้วเขาจะตระหนักว่าต้องเปลี่ยน จะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ แต่ตรงนี้ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นเล็กๆ ยังต้องทำอะไรอีกมาก

หลายเรื่องผมก็นึกไม่ออกนะ เช่น จะทำอย่างไรให้ปลายทางความสำเร็จของนักกฎหมายทั้งหมดไม่ไปอยู่ที่การสอบเป็นผู้พิพากษา เคยคิดว่าอาจจะดีถ้าเราใช้ระบบคัดเลือกผู้พิพากษาแบบประเทศอังกฤษคือมีสมาคมทำหน้าที่ไปเชิญคนมาเป็นผู้พิพากษา สมมติเห็นว่าคุณเป็นทนายมา 15 ปี ประวัติดีเด่น ทำคดีตรงไปตรงมาก็เชิญมา แต่เอาเข้าจริงถ้าใช้วิธีนี้ในบริบทไทยๆ ก็จะกลายเป็นฮั้วกันเหมือนองค์กรอิสระอีก เอาเป็นว่าผมตอบว่านึกไม่ออกดีกว่า (หัวเราะ)

แต่ที่แน่ๆ คือผมไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในช่วงชีวิตผมแน่ๆ

Comments are closed.