U-Knowledge

สภาวการณ์การศึกษาไทยในเวทีโลก พ.ศ. 2550

โดย: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

ศึกษาเปรียบเทียบตัวชี้วัดทางการศึกษา กับ 14 ประเทศ คือ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย แคนาดา ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี นิวซีแลนด์ สวีเดน สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และอื่นๆ โดยดูในด้าน โอกาส ความเสมอภาค การมีส่วนร่วมทางการศึกษา คุณภาพการศึกษา ประสิทธิภาพการจัดการศึกษา งบประมาณและค่าใช้จ่ายทางการศึกษา สุดท้ายคือเสนอข้อเสนอแนะ

สมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากล พ.ศ. 2551

โดย: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการนำเสนอศักยภาพของคนไทยและระบบการศึกษาที่ส่งผลต่อสถานภาพของไทยในเวทีสากล ทั้งนี้จากสภาพแวดล้อมของโลกและผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ รวมทั้งสภาพแวดล้อมของไทย จึงได้มีการเสนอให้วางแผนพิจารณาการศึกษาไทยทั้งด้านปรัชญา จุดมุ่งหมาย หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน กระบวนการจัดการศึกษา ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา มาตรฐานและการประกันคุณภาพ และรูปแบบการศึกษาในแต่ละระดับ

ปฏิสัมพันธ์แห่งกระบวนทัศน์ บทบาท และหน้าที่วุฒิสมาชิกต่อการศึกษาชาติ ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับ 2542 ข้อพิจารณาเชิงปรัชญาพุทธสาส์น (ปรัชญาและสาระวิชาว่าด้วยการศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ): ตอนที่ 1

โดย: ณกมล ชาวปลายนา ปุญชเขตต์ทิกุล

“การศึกษาของชาติมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เป็นความสำคัญในระนาบของการจัดการศึกษาให้เป็นระบบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวกับลักษณะแห่งปฏิสัมพันธ์กระบวนทัศน์ บทบาท และหน้าที่วุฒิสมาชิกต่อการศึกษาชาติ ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับ 2542 ที่จะต้องสนับสนุนทุกด้าน เป็นความเกี่ยวข้องในระดับทิศทางของนโยบายและแนวคิดการดำเนินการ ซึ่งส่วนสำคัญประการหนึ่งน่าที่จะต้องสอดคล้องกับข้อพิจารณาเชิงปรัชญาพุทธสาส์น สาระแห่งปรัชญาการศึกษาว่าด้วยศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ อันเป็นเป้าหมายของพัฒนาคนให้เป็นคนดีและมีคุณธรรมจริยธรรม ในระนาบของความรู้คู่คุณธรรม เป็นคุณธรรมที่สัมฤทธิผลเป็นคนเก่ง คนดีและคนมีความสุขในสังคม”

การศึกษาปี 53 นโยบายปฏิรูปทศวรรษ 2

โดย: สยามธุรกิจ

ประมวลผลการดำเนินงานด้านการศึกษาของรัฐบาลประชาธิปัตย์ในรอบ 1 ปี ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
โดยมีผู้เสนอความเห็นว่า การพัฒนาการศึกษาที่ทำกันใน 9 ปีที่ผ่านมา เป็นการพัฒนาจากยอด ไม่ใช่การพัฒนาจากฐานซึ่งเป็นแนวทางการปฏิรูปที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านการศึกษาที่เด่นที่สุดของรัฐบาลนี้คือการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ แต่เน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้าง ควรต้องมองไปที่กระบวนการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย

การให้การศึกษาพลเมืองโลก

โดย: อนุชาติ พวงสำลี

ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ครั้งได้ไปประชุมเรื่องการให้การศึกษาพลเมืองโลกสำหรับศตวรรษ 21 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทย์สำคัญของการประชุมคือ การตั้งคำถามว่าระบบการศึกษาหรือระบบการเรียนรู้ในปัจจุบันจะตอบสนองความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษ 21 อย่างไร และจะจัดการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้อย่างไร ที่จะสร้างให้เกิดคนรุ่นใหม่ที่มีความเมตตากรุณา มีสมรรถนะ จริยธรรม เป็นพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคม ท่ามกลางโลกและสังคมที่ซับซ้อนไร้พรมแดน

การสร้างความร่วมมือและพัฒนาบุคลากรเครือข่ายเพื่อการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ

โดย:

คุณภาพการศึกษาของชาติอยู่ในภาวะวิกฤต จำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา แต่เนื่องจากบุคลากรกลุ่มนี้มีจำนวนมาก สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาจึงเห็นว่าการสร้างและพัฒนาระบบเครือข่ายเพื่อการพัฒนาครูและบุคลากร จะช่วยรองรับให้การพัฒนาบุคลากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รายงานชิ้นนี้ส่วนหนึ่งนำเสนอแผนงานการพัฒนาคุณภาพบุคลากร

การศึกษากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

โดย: ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล

การจัดการศึกษามีส่วนทำให้เศรษฐกิจประเทศขยายตัว การที่เศรษฐกิจและสังคมไทยยังมีปัญหา สะท้อนว่ารัฐบาลไทยยังจัดการศึกษาได้ไม่ดีพอ
ผู้เขียนเน้นไปที่การศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากำลังแรงงาน

ระบบการศึกษาที่แก้ความทุกข์ยากของคนทั้งแผ่นดิน

โดย: ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ผู้เขียนบอกเล่าบทความของ นพ.ประเวศ วะสี เรื่อง “จิตตปัญญาศึกษา: ทางเลือกหรือทางรอดของสังคม?” เพราะเห็นว่าทรงคุณค่า และสะท้อนถึงปัญหาการศึกษาไทยที่รับจากตะวันตก เมื่อรับมาแล้วก็เน้นไปที่การท่องจำ แต่ไม่เน้นการเรียนรู้รากเหง้า จนสร้างความเสียหายให้กับสังคมไทย

ผลการประชุมระดมสมอง มองสะท้อนการศึกษาไทย

โดย: ศูนย์เครือข่าย สมศ. มหาวิทยาลัยขอนแก่น

วัตถุประสงค์ของงานประชุมนี้คือการระดมความคิดเห็นและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดการศึกษาและความก้าวหน้าของการปฏิรูปการศึกษา ตลอดจนข้อเสนอแนะในการพัฒนาการจัดการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา
เนื้อหาเอ่ยถึงลักษณะการจัดการศึกษาของไทย นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน และมองไปยังอนาคต

ร่วมสร้างประเทศไทย: ปฏิบัติการโดยมหาวิทยาลัยเพื่อแก้วิกฤตชาติ

โดย: ประเวศ วะสี

“มหาวิทยาลัยเป็นขุมพลังทางปัญญาขนาดใหญ่ที่สุด ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยร้อยกว่าแห่ง มีนิสิตนักศึกษารวมกว่าหนึ่งแสนคน มีอาจารย์นักวิจัย บุคลากรต่างๆ เป็นขุมพลังที่จะแก้วิกฤตชาติ และขณะนี้ชาติวิกฤตที่สุดแล้ว คำถามก็คือว่ามหาวิทยาลัยจะใช้พลังของตนในการแก้วิกฤตชาติได้อย่างไร”

ข้อเสนอจากมหาวิทยาลัย ในการร่วมแก้วิกฤตชาติสร้างสังคมไทยน่าอยู่

โดย:

ข้อเสนอให้ปฏิรูปอุดมศึกษา จากมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ ตัวแทนมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน รวมถึงการแสดงความคิดเห็นโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นอกจากนั้นยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561)

โดย: สุทธศรี วงษ์สมาน

การปฏิรูปครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในสี่ด้าน คือคนไทยมีคุณภาพตามมาตรฐาน คนไทยใฝ่รู้ คนไทยใฝ่ดี และคนไทยคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ โดยเสนอเกณฑ์ที่ใช้วัดเป้าหมายชุดนี้มา 20 ตัว และการจัดตั้งอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาขึ้นมาเพื่อให้ความสนับสนุน

สถิติการศึกษาไทย

โดย: วรากรณ์ สามโกเศส

นำเสนอสถิติด้านการศึกษา อาทิ จำนวนโรงเรียนของ สพฐ. งบประมาณด้านการศึกษาของรัฐ จำนวนนักเรียน รวมถึงสถิติของระดับอุดมศึกษา พร้อมขยายจากตัวเลขสถิติ เป็นบทวิเคราะห์ถึงสภาพการศึกษา

ระบบสวัสดิการสังคม

โดย: ฝ่ายข้อมูลเชิงนโยบายและสื่อสารสังคม แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน

เอกสารประกอบเวทีหารือเรื่องสวัสดิการสังคม วันอังคารที่ 6 ก.ค. เวลา 17.00-19.00 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 34 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
เน้นไปที่ข้อเสนอเชิงรูปธรรมในเรื่อง การปรับระบบประกันสังคมและการขยายประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบ การสร้างความเป็นธรรมให้กับระบบเกษตรพันธสัญญา ระบบประกันราคาสินค้าเกษตร ระบบประกันรายได้ การสร้างและพัฒนาระบบ workfare ในท้องถิ่น การสร้างให้เกิดสังคมสวัสดิการในชุมชน

รัฐสวัสดิการ: เครื่องมือสร้างความเป็นธรรมในสังคม

โดย: กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ และ พงษ์เทพ สันติกุล

เอกสารประกอบการเสวนาทางวิชาการเรื่อง “รัฐสวัสดิการ: เครื่องมือสร้างความเป็นธรรมในสังคม” จัดโดย ภาควิชา สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2550
ประกอบด้วย 2 บทความ คือ แนวคิดทฤษฎีรัฐสวัสดิการเพื่อนโยบายสาธารณะ: รัฐสวัสดิการ จากขวาใหม่-ถึงซ้ายใหม่ โดย กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ และ รัฐสวัสดิการ เครื่องมือสร้างความเป็นธรรมทางสังคม โดย พงษ์เทพ สันติกุล
บทความแรกผู้เขียนพูดถึงลักษณะการจัดสวัสดิการของแนวคิดต่างๆ พูดถึงคุณลักษณะของรัฐสวัสดิการ ประวัติความเป็นมา และคำวิจารณ์ต่อรัฐสวัสดิการ ส่วนบทความหลังพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างรัฐสวัสดิการกับความเป็นธรรมทางสังคม เน้นไปที่ความหมาย รูปแบบ ระบบ ผลกระทบ

ตรวจสอบความพร้อมของไทย ในการรองรับ “สังคมผู้สูงอายุ”

โดย:

ประชากรผู้สูงอายุในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจกลายเป็นปัญหา ทั้งด้านเศรษฐกิจ งบประมาณและการคลัง และสังคม หากขาดการเตรียมพร้อมที่ดีพอ ผู้เขียนตั้งคำถามไว้ 6 ประเด็น คือ ระบบบำเหน็จบำนาญครอบคลุมมากน้อยเพียงใด เมื่อเกษียณอายุไปแล้วจะมีรายได้พอในระดับใกล้เคียงก่อนการเกษียณอายุหรือไม่ ความยั่งยืนของระบบที่นำมาใช้ ความเชื่อมโยงกันของกองทุนต่างๆ การสนับสนุนจากภาครัฐ และความตั้งใจจริงของภาคการเมือง

ทางเลือกของสวัสดิการสังคมสำหรับคนไทย

โดย: วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และคณะ

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อให้เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการสังคมในประเทศไทย เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนภาคเอกชนและภาครัฐสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจต่อไปว่าควรปฏิรูปประเทศให้มีระบบสวัสดิการในทิศทางใด สวัสดิการในที่นี้เน้นสวัสดิการโดยรัฐ แต่ก็ไม่ได้มองข้ามบทบาทขององค์กรชุมชน
โดยเน้นไปที่สวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อให้เข้ากับวงจรชีวิตและสะท้อนความต้องกาสรสวัสดิการในแต่ละช่วงวัย โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงวัย คือวัยเด็ก วัยทำงาน และวัยสูงอายุ

กองทุนการออมแห่งชาติ: ทางรอดระบบสวัสดิการไทย

โดย: อนุสรณ์ ธรรมใจ

“เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในอนาคต ค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ค่อนข้างมั่นใจได้ว่า ไม่เกิน 15-20 ปีข้างหน้า เราจะมีปัญหาความยั่งยืนทางการเงินของระบบสวัสดิการ และปัญหาวิกฤติฐานะทางการคลังอันเกี่ยวเนื่องกับการล้มละลายของระบบสวัสดิการ สังคมไทยควรเพิ่มอัตราการออมอย่างน้อยร้อยละ 2-3 เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเพียงพอต่อการลงทุน ลดการพึ่งพิงทุนต่างประเทศ”

รัฐสวัสดิการกับระบบเศรษฐกิจ

โดย: กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

ผู้นำเสนอกล่าวถึงเป้าหมายของรัฐบาลคือความกินดีอยู่ดีของคนไทย นโยบายในระยะสั้นคือการเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย นโยบายระยะปานกลางคือรัฐจะเปลี่ยนรูปแบบความช่วยเหลือจากการให้เปล่าเป็นการให้เงินสมทบ และในระยะยาวรัฐจะมุ่งเน้นให้ประชาชนพัฒนาตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือจากรัฐ

ปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม

โดย:

เนื้อหาพุ่งความสำคัญไปที่การจัดสวัสดิการของแรงงานนอกระบบ ที่ประสบความไม่ปลอดภัยและสภาพแวดล้อมไม่ดีในการทำงาน ทั้งหน่วยงานต่างๆ ก็ยังไม่ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้
เนื้อหาอีกส่วนคือการผลักดันสวัสดิการชุมชน ปัญหาอย่างหนึ่งคือชุมชนมีสวัสดิการชุมชนหลายกองทุน จนซ้อนทับไปมาและซ้อนกับนโยบายรัฐ ยังไม่ครอบคลุมสวัสดิการทุกด้าน ต้องการพี่เลี้ยงมาช่วยด้านบริการจัดการและการจัดการความรู้